Flight วันนี้ออก 16.40 แต่ตั้งใจไปถึงสนามบินไม่เกินบ่ายโมง ก็เลยคิดว่าวันนี้คงไม่ไปไหนแล้ว จัดการแพ็คของเรียบร้อย แล้วก็ให้เด็กๆ อยู่ที่ห้อง เดินไปซื้อ Mos Berger กะว่าจะเอาไปกินที่สนามบิน พี่เธียรชอบกินเบอร์เกอร์ บอกเขาตั้งแต่วันแรกที่มาแล้วว่า Mos Berger นี่ดังนะ ไม่ลองหน่อยเหรอ ด้วยความที่ตั้งใจมากินอาหารญี่ปุ่น เห็นเบอร์เกอร์ก็เลยไม่สนใจ จนวันกลับถึงได้ลอง ซื้อให้ไอโกะกับโอกิด้วย ปรากฎว่าอร่อยถูกใจทุกคน นึกเสียดายว่าวันที่ไป Disney Land น่าจะซื้อไปกินด้วย เพราะง่ายและสะดวก แถมอร่อยอีกตะหาก
เมื่อวาน Josh ไลน์ถามว่าจะ Check out กี่โมง บอกว่าเราจะออกตอนเที่ยง ให้เขามาก่อนสักสิบนาที แต่เที่ยงแล้วก็ยังไม่มา เลยล็อคห้องแล้วทิ้งกุญแจไว้ให้ใน Mail Box ตอนหลังเขาก็ไลน์มาขอโทษที่มาไม่ทัน แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี ทำไม้แขวนเสื้อเขาหักไปอันนึง กับทิ้งขยะไว้เยอะทีเดียว เขาบอกว่าลูกเราลืมดาบ และถ้วยกาแฟ (ได้แถมมาจากซื้อรองเท้า) จะให้ส่งตามมามั้ย จริงๆ แล้วไม่ได้ลืม แต่มันเป็นภาระที่ไม่อยากแบบกลับมาตะหาก
วันกลับตรงวันอาทิตย์เหมือนวันมา รถไฟฟ้าก็เลยคนไม่เยอะ ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะกระเป๋าเราหนักเพิ่มขึ้น ต้องเปลี่ยนสายด้วยครั้งนึง ไปถึงสนามบิน คนน้อยมาก ถึงก่อนเวลาเช็คอินพอสมควร พอถึงเวลาก็ได้คิวแรกๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ มีเงินเหลือใน Suica เลยเอาไปซื้อของให้หมด ก่อนจะเอาบัตรไป Refund เอาเงินประกันคืน ก่อนผ่านตม. เจ็บใจว่า ทำไมไม่มีใครเตือนเลยว่าไม่ควรซื้อ Royce ด้านนอก เพราะมันต้องเสีย Vat ถ้าผ่านตม. เข้าไปแล้ว มันจะไม่มี vat ของฝากที่ขายในสนามบิน ราคาเดียวกับนอกสนามบิน แถมไม่มี vat คราวหน้าจะจำไว้ ไม่ให้พลาดอีก
ปล. 1 ทุกคนที่ไปญี่ปุ่นจะบอกว่าชอบมากๆ สงสัยเหมือนกันว่า อะไรจะขนาดนั้น วันแรกที่ถึง ก็ให้ความรู้สึกว่าไม่ค่อยต่างจากลอนดอน บ้านเรือนผู้คนเป็นระเบียบ การเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ได้รู้สึกว่าพิเศษมากเหมือนที่ใครๆ ว่ากัน แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่า เออ จริงๆ แล้วประเทศนี้มันดีจริงๆ โน่น นี่ นั่น รวมกันแล้วก็รู้สึกว่า เข้าใจแล้ว ทำไมคนถึงชอบมาญี่ปุ่น ไอโกะกับโอกิไม่คิดถึงบ้านเลย ไม่อยากกลับ อยากอยู่ต่อ ทั้งๆ ที่วันๆ เดินเยอะมาก มีแต่โอกุคนเดียวที่บ่นว่าไม่ชอบหรอก เพราะที่นี่มันเมื่อยมากๆ เมื่อยสุดๆ เลย โอกุเดินไม่ไหวแล้วนะ เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก ที่ไม่รู้สึกคิดถึงกระเพรา ไข่ดาว
ปล. 2 ก่อนไป เป็นห่วงมากว่า โอกุจะไปพลาดท่าเกิดอุบัตเหตุอะไรอีกหรือเปล่า พยายามดูแลอย่างดี แต่ก็ไม่พ้นจนได้ ที่พักมีพื้นต่างระดับ โอกุสะดุดล้ม ทำให้ขาเจ็บ แต่อาจจะเป็นที่อากาศเย็น ทำให้อาการไม่มาก หรือจะเป็นเพราะอึดก็ไม่รู้ เดินแบบขากระเผลกไปไหนๆ ได้ตั้งหลายวัน จนกลับมาถึงเมืองไทย เห็นว่าขาบวมนิดๆ เลยเอาไปหาหมอดีกว่า หมอจับๆ ดู บีบ กด ให้เดิน เขย่ง ยืนขาเดียว ก็ทำได้ หมอเดาว่า เอ็นอาจจะอักเสบ แต่น่าจะดีขึ้นแล้ว ให้ดูอาการอาทิตย์หนึ่ง ถ้าไม่หายค่อยมาดูใหม่
ปล. 3 เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี ที่นอนหลับยาวแบบไม่ตื่นกลางดึก ไม่รู้สึกตัว ไม่ปวดฉี่ โอกุก็ไม่ตื่นเหมือนกัน ลืมไปแล้วว่าหลับสบายมันเป็นยังไง
ปล. 4 ได้กรรไกรตัดเล็บมา 3 อัน เป็นของที่ตั้งใจไปซื้อโดยเฉพาะ แล้วก็คว้า Moilip ลิปมันแบบครีมของ Shizedo จาก Sun Drug แบบไม่คาดหวัง เพราะเป็นคนที่ปากแห้งมาก ใช้อะไรก็ไม่ช่วย แต่ปรากฎว่าดีเหลือเชื่อ หลอดบีบทิ้งไว้ในรถก็ไม่ต้องกลัวละลายเลอะเทอะ
ปล. 5 ตอนโอกิไม่ถึงสองขวบไปออสเตรเลียกันเอง นาน 2 อาทิตย์ รู้สึกว่าชิลๆ จัดการได้ แต่พอมีโอกุเป็นคนที่สาม ทดลองไปมาเลเซียแค่ 3 วัน รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว หลังจากนั้นก็ใช้บริการทัวร์มาตลอด ความคิดที่จะไปเองไม่มีอยู่ในหัวเลย ไปญี่ปุ่นคราวนี้ทำให้ความสนุกในการเดินทางด้วยตัวเองกลับมาอีกครั้ง
ปล. 6 พบว่าตัวเองมีความสุขกับการทำงานจริงๆ ไม่ว่าจะมีปัญหาจุกจิกกวนใจ มีเรื่องบ่นสารพัด แต่ก็คิดถึงงานที่ทำอยู่ดี
ปล. 7 ตั้งแต่เริ่มเขียน diary ตั้งแต่ตอนมีไอโกะ พยายามจะเขียนบันทึกการเดินทางทุกครั้งที่ไป แต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เก็บได้ครบทุกวัน ดีใจ
อ่านเพลินเลยอ่ะเก๋ พี่ว่าเป็นการไปเที่ยวที่ดูสบายๆ เหมือนการพักผ่อนจิงๆ และเด็กๆค่อนข้างให้ความร่วมมือทุกอย่าง...เป็นประสบการณ์ที่อบอุ่นของครอบครัวนะ วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อไอโกะ โอกิ โอกุ หรือพี่เธียรกับเก๋กลับมาอ่าน คงอมยิ้ม....อย่างมีความสุข...เป็นความทรงจำที่ประทับใจนะ..:)
ตอบลบ