วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุยกับโอกิ

อาทิตย์ที่แล้ว แม่ซื้อเสื้อใหม่มาตัวหนึ่ง เป็นเสื้อแบบที่มีลายปักเยอะมาก ลายปักแบบนี้เขาจะต้องมีผ้ารองอีกชั้นหนึ่งเวลาปัก ซึ่งมันจะทำให้คันมากเวลาใส่ แม่ก็เลยต้องค่อยๆ แกะผ้าที่รองนี้ออกก่อนเอาไปซัก โอกิเห็นแม่ทำก็นึกสนุก มาช่วยแม่แกะด้วย ทำอย่างตั้งใจมาก ทำไปด้วยคุยไปด้วย

โอกิบอกว่า "หม่าม้ารู้มั้ย ป่าป๊าน่ะชอบตีเด็ก ดื้อ แต่หม่าม้าไม่ชอบตี หม่าม้าชอบพูดมากกว่า" (เมื่อวันก่อน โอกิดื้อ ป่าป๊าไม่อยู่ แม่จับให้นั่งเก้าอี้เฉยๆ ร้องไห้ให้สะใจไปเลย)

"แล้วโอกิชอบแบบไหนล่ะ"
"ก็ชอบแบบพูดมากกว่า เพราะว่าตีแล้วมันเจ็บ แต่พูดมันไม่เจ็บ"
"งั้นวันหลังโอกิก็อย่าดื้อสิ จะได้ไม่ต้องถูกตี"

"เพื่อนโอกิชื่อ.... เล่าให้โอกิฟังว่าพ่อกับแม่เค้าทะเลาะกัน อยู่คนละบ้านนะหม่าม้ารู้มั้ย"
"อ้าว แล้วเพื่อนโอกิอยู่กับใครล่ะ อยู่กับพ่อหรือแม่"
"อยู่กับพี่เลี้ยงไง พี่เลี้ยงเค้ามาส่งที่โรงเรียน"
"แล้วตอนอยู่ที่บ้านล่ะ เค้าอยู่กับพ่อหรือแม่"
"อยู่กับพี่เลี้ยงงงงง"
"ใช่เหรอ แล้วพ่อแม่เค้าไม่อยู่ด้วยเหรอ"
"ไม่ บางทีพ่อแม่เค้าก็มาเยี่ยม" ----> ไม่รู้ว่ามั่วหรือเปล่า

"แล้วถ้าหม่าม้ากับป่าป๊าทะเลาะกัน โอกิจะอยู่กับใคร"
"ก็อยู่กับกูโจ้ไง ว่าแต่โอกุนี่สิ จะอยู่กับใคร เพราะว่าโอกุก็ติดหม่าม้ามากเลย"

----------------------------------------------------
โอกิก็ถามป่าป๊าว่า "ทำไมป่าป๊ากิน pepsi ได้ ทำไมโอกิกินไม่ได้"
ป่าป๊าตอบว่า "ก็ป่าป๊าติด pepsi ไง ป่าป๊ากินมากๆ แล้วก็ติด กินมากๆ แล้วก็ไม่ดี ทำให้ตายเร็ว ป่าป๊าเป็นผู้ใหญ่เดี๋ยวก็ตายแล้ว โอกิยังเป็นเด็ก ต้องอยู่นานๆ ไม่ควรกินของไม่ดี"

ผ่านไปสองวัน โอกิกลับมาบอกป่าป๊าว่า "ป่าป๊า โอกิคิดได้แล้ว โอกิอยากตายพร้อมป่าป๊า โอกิจะกิน pepsi แล้วจะได้ตายพร้อมกัน"

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Maze

แม่กับป่าป๊าเพิ่งไปดู Inception มา แล้วไอโกะก็ทำ maze นี้มาอวด ต่อจาก photo hunt ป่าป๊ายังว่าทำไมมันบังเอิญพอดี แม่ก็ไม่เคยเห็นไอโกะชอบเล่นเกมแบบนี้นะ






วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มือ เท้า ปาก

เมื่อวันอังคารคุณครูที่โรงเรียนโทรมาบอกว่า ไอโกะมีตุ่มใสที่มือ ให้ช่วยมารับกลับไปตรวจด้วย ความจริงวันก่อนหน้านั้นไอโกะก็เอามือมาให้แม่ดูแล้ว แม่ดูๆ แล้วก็ไม่คิดว่าเป็นอะไร ก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร แต่พอไปโรงเรียน ไอโกะก็เอาไปให้คุณครูดูอีก คุณครูก็เลยกังวลเพราะช่วงนี้โรคมือ เท้า ปาก กำลังระบาด

แม่ไปรับไอโกะตอนเที่ยง แล้วพาไปหาคุณหมอเดือนเพ็ญ คุณหมอ ดูมือ ดูคอ แล้วก็ยืนยันว่าใช่ ให้หยุดเรียนหนึ่งอาทิตย์ ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องรักษา เกิดจากไวรัส หายได้เองภายใน 7 วัน แต่ให้แยกไอโกะออกจากน้องๆ แม่ก็ค่ะๆ ในใจก็คิดว่าจะแยกกันได้อย่างไร ไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังไม่ได้แยกเลย

แม่มานึกๆ ดูก็ถึงรู้ว่าเมื่อก่อนแม่ก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ คือ มีตุ่มใสๆ ขึ้นตามมือ แล้วก็แตก แห้งแล้วก็หาย ไม่ได้ทายา ชอบเป็นตอนหน้าหนาว พอมันแห้งก็จะทาพวกโลชั่นบ้าง ตอนนี้รู้แล้วคงจะเป็นโรคมือ เท้า ปากนี่แหละ ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันเป็นโรค อาการอื่นก็ไม่มี เสร็จแล้วมันก็หายไปเอง ก็เลยไม่ได้สนใจอะไร

พอออกจากโรงพยาบาลก็เลยพาไอโกะไปที่ร้าน รอสี่โมงแล้วค่อยกลับไปรับโอกิอีกที เพราะถ้ากลับไปส่งไอโกะที่บ้านก็จะเสียเวลามาก ตอนที่ไปรับโอกิพอดีเจอกับแม่ของเพื่อนโอกิคนหนึ่ง เขาถามว่าเด็กๆ เป็นยังไง แม่ก็เลยบอกว่า "อ๋อ พอดีไอโกะเป็นมือ เท้า ปาก แต่โอกิไม่เป็นไร" แล้วก็คุยอะไรกันนิดหน่อย แม่ก็ไม่ทันนึกอะไร

พอกลับมาถึงบ้าน นั่งทำงานอยู่ แม่ของเพื่อนโอกิคนนั้นก็โทรมาถามเรื่องนี้อีกทีว่า ตกลงแม่จะเอายังไงเรื่องโอกิ แม่ก็ไม่เอะใจ บอกเขาไปว่า ก็ให้โอกิไปโรงเรียนตามปกติค่ะ แล้วจะให้คุณครูคอยสังเกตอาการดูเขาก็ค่ะๆ แล้วก็วางหูไป

ไม่ถึงห้านาที คุณครูนิ่มก็โทรมา บอกว่าได้ข่าวว่าไอโกะไม่สบายใช่ไหมคะ แม่จึงเพิ่งถึงบางอ้อ แล้วก็เลยถามคุณครูว่า ต้องการให้โอกิหยุดด้วยใช่ไหมคะ คุณครูก็ตอบค่าเสียงใส สรุปว่าโอกิก็เลยได้หยุดเรียนไปด้วย แต่เนื่องจากวันศุกร์จะมีทัศนศึกษานอกสถานที่ คุณครูก็อยากให้โอกิไปด้วย เลยบอกแม่ว่าให้พาโอกิไปหาหมอ ออกใบรับรองแพทย์ว่าไม่เป็นอะไร แล้วให้พาโอกิมาวันศุกร์ เพื่อจะได้ไปทัศนศึกษา

ปกติเขาต้องขอใบรับรองแพทย์ว่าป่วย เพื่อที่จะได้หยุดเรียน แต่นี่โอกิต้องไปขอใบรับรองแพทย์ว่าปกติดี เพื่อที่จะได้ไปโรงเรียน ฮาดีไหม

ที่อยากเขียนเล่าเรื่องนี้ก็เพราะมานึกๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่า เรื่องทำนองนี้สมัยแม่เป็นเด็กๆ กับสมัยนี้มันต่างกัน (ก็มันห่างกันตั้งสามสิบปีนี่นะ) พอถึงสมัยลูกมีลูกมันก็คงต่างไปจากนี้อีก

สมัยแม่เป็นเด็ก เวลาไม่สบาย ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ก็จะไม่ได้ไปโรงเรียนหนึ่งวัน เพราะส่วนใหญ่เป็นไข้นี่ วันเดียวก็จะหายกันทั้งนั้น แล้วพ่อแม่ก็จะรีบๆ ให้หายเพื่อที่จะได้ไปโรงเรียนกันไวๆ เพราะไม่อยากให้หยุดนานๆ กลัวจะเรียนไม่ทันเพื่อน

โรคที่จะทำให้หยุดได้หลายวันก็พวกคางทูม ตากุ้งยิง ออกหัด หรืออีสุกอีใส ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นโรคที่ใช้เวลา นอกนั้นก็ไม่มีอะไร คราวนี้ที่แม่รู้สึกว่ามันตลกดีก็คือ แม่ไม่คิดว่าไอโกะมีอาการอะไรที่จะทำให้เป็นอุปสรรคกับการเรียน ไอโกะเองก็ไม่ได้เป็นไข้ หรือปวดหัว หรืออะไรที่ทำให้ไปเรียนไม่ไหว แต่ไอโกะก็รู้จักบอกอาการตัวเองให้ครูรู้ จนทำให้แม่ต้องไปรับกลับจากโรงเรียนจนได้ แม่ไม่รู้ว่าจะบ่นหรือชมดี 555

แล้วก็ได้หยุดโรงเรียน 7 วัน (ใช่แล้ว 7 วัน) โดยที่มีตุ่มใสๆ ที่มือแค่นั้นเอง นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยอีกนะเนี่ย ส่วนโอกิก็เรียกว่าถูกสองเด้งเลย คือ ได้หยุดเรียนโดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นอะไรเล้ยยยยยยยยยย

แม่ของเพื่อนโอกิคงจะคิดว่าแม่นี่ช่างเป็นคนที่ไม่รับผิดชอบสังคมเลย สารภาพว่าแม่คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะแม่คิดแค่ว่า "อะไรเนี่ย แค่มีตุ่มที่มือ เดี๋ยวมันก็แตก แห้ง แล้วก็หายเอง ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องใช้ยา ไม่เห็นต้องหยุดเรียนเลย แต่เมื่อหมอให้หยุดก็หยุดก็ได้จ้ะ"

อาจจะเป็นที่ลูกๆ ทุกคนค่อนข้างแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บออดๆ แอดๆ เป็นอะไรก็หายในเวลาไม่นาน ไม่เคยต้อง admit ที่โรงพยาบาล ทำให้แม่ไม่ค่อยกลัวจะเป็นโรคอะไรเท่าไหร่ แต่เด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่จะป่วยง่าย ป่วยทีทรมานพ่อแม่เขามากก็ได้ เขาก็เลยต้องระมัดระวังให้มากไว้ ในเมื่อเราไม่รู้จักระวัง เขาก็เลยช่วยระวังให้

แม่คิดว่าอีกสามสิบปีข้างหน้า ถึงรุ่นลูกของลูกๆ คงจะประมาณว่า โรงเรียนส่ง sms มาบอกผู้ปกครองว่า "วันนี้ทางโรงเรียนได้ตรวจพบเชื้อโรค xxx สายพันธุ์ yyy เข้าจู่โจมร่างกายของลูกท่าน ทางโรงเรียนจึงได้ปฏิบัติการทำลายเชื้อโรคนั้น เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง พร้อมกันนี้ทางโรงเรียนได้หักบัญชีของท่านเป็นเงิน 15,000 บาท สำหรับบริการพิเศษนี้ ขอบคุณที่ใช้บริการ"



วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วาดรูปแข่งกีฬาสี

ปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมาทั้งโอกิและไอโกะไปเรียนศิลปะแหลมคมเกือบทุกสัปดาห์ จะมีเว้นบ้างก็ตอนสงกรานต์กับที่แว่บไปเที่ยวโน่นนี่ โอกิเพิ่งจะเรียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวกับเขาบ้างก็ที่แหลมคมนี่แหละ ทุกทีจะเป็นแบบไอโกะไปเรียนไหน โอกิไปด้วย แต่ไปรอนะ รอไอโกะเรียนเสร็จแล้วจะได้ไป 7-11 กัน

ทุกวันที่ไปเรียนแหลมคม ครูต้นกับพี่แก้วก็จะคอยเขียนบล็อกเล่าให้ฟังว่าเด็กๆ ทำอะไรยังไงกันบ้าง อ่านแล้วก็เพลิดเพลินดี แต่ช่วงท้ายๆ ใกล้จะปิดค่าย แม่ไม่ค่อยมีเวลาไปอ่าน วันนี้เพิ่งกลับไปอ่าน เจอเรื่องนี้ที่พี่แก้วเขียนตลกดี เลยเอามาเก็บไว้บล็อกของเราด้วยดีกว่า

----------------------------------------------------------
หัวข้อวันนี้คือ “แข่งกีฬาสี” น้องแตมป์มีเหรียญรางวัลของตัวเองอยู่ในกระเป๋าด้วย ครูต้นเลยมีไอเดียเด็ด ทำเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง เอาไว้เป็นรางวัลให้เด็กๆ คนไหนที่ทำงานเสร็จ 3 คนแรก และต้องสวยด้วยนะ เลยเป็นแรงบันดาลใจอันดีให้กับเด็กๆ ค่ะ

นี่ไง เหรียญรางวัล

วันนี้โอกิใส่เสื้อสีส้มที่ไม่ใช่เสื้อศิลปะแหลมคมมา แต่ดูแล้วเนียนเลยค่ะ ส้มเหมือนกันเปี๊ยบ พอพี่แก้วถามว่าทำไมไม่ใส่เสื้อให้เหมือนเพื่อนๆ มาล่ะ โอกิตอบว่า “ไม่เอา มันไม่เท่”

โอกิวาดรูปแข่งชักเย่อ


น้องมีนวิ่งแข่ง


ระหว่างทำงานนี้เอง พี่มายด์กับเจ้าม่อนก็เกิดจะเถียงอะไรกันไม่รู้ พี่แก้วเลยสงบศึกด้วยการเล่าเรื่องพี่ๆ น้องๆ ของตัวเองให้ฟัง ว่าพี่แก้วมีน้องชายชื่อพี่ก้อง และเราก็ชอบทะเลาะกันตั้งแต่เด็กๆ เหมือนมายด์กับม่อนนี่แหละ แกล้งกันไปมาเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พอทะเลาะกันเสร็จเราก็ดีกัน ใครที่เริ่มต้นแกล้งก่อนก็จะโดนดุ และพอถึงตอนนี้ พี่แก้วกับพี่ก้องก็รักกันดีไม่มีทะเลาะเบาะแว้งกันอีก เพราะฉะนั้นเป็นพี่น้องกัน ก็รักกันไว้เถิดส่วนพี่ตี้กับพี่แบม วันนี้ก็ยังคง Drawing กันอยู่ค่ะตอนเที่ยงวันนี้ มีข้าวมันไก่ทอดค่ะ ครูต้นออกไปซื้อมาให้เหมือนเคย พอกินเสร็จก็มีผลไม้ ลิ้นจี่ เงาะ เด็กๆ เลยมาใช้บริการเครื่องแกะเงาะกันเพียบ

ก่อนจะทำงานประดิษฐ์ก็มีการมอบรางวัลกันค่ะ ครูต้นเตรียมแท่นไว้ให้แล้ว และให้ม่อนเป็นผู้เชิญเหรียญรางวัล


ผู้ได้รับรางวัลที่ 1 คือ


โอกินั่นเอง!!


และรางวัลที่ 2 ก็ตกเป็นของ…

น้องมีนนนน!

ส่วนรางวัลที่สามเกิดการเปลี่ยนมือเล็กน้อย ที่จริงพี่เซินเป็นคนที่ 3 ที่ทำงานเสร็จ แต่พี่เซินก็เสียสละให้น้องที่ทำงานเสร็จเป็นอันดับต่อมาแทน ซึ่งได้แก่ไอโกะ

พอครูต้นเรียกเจ้าของรางวัลที่ 3 ให้ขึ้นมาบนแท่นรับรางวัล ปรากฏว่า… พี่ไอโกะยังไม่ทันลุกขึ้นยืนเลย แต่น้องแตมป์ขึ้นไปอยู่บนแท่นก่อนซะแล้ว 555+ และพี่ไอโกะผู้แสนดี ก็เลยเสียสละรางวัลเหรียญทองแดงให้น้องแตมป์ไป

ผู้ได้รับเหรียญถ่ายรูปร่วมกัน

และภายในไม่ถึงอึดใจ การมอบรางวัลจบไปอย่างไม่มีพิธีรีตอง เพราะว่าลุงไอติมมาแล้วนี่เอง

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คำสอนจากกุ๊ง

แม่ไม่ได้เขียนบล็อกนานมากๆ แล้ว ไม่ค่อยมีเวลาก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเรื่องที่อี๊นิจมาเล่าให้ฟังว่า มีเพื่อนพูดถึงเรื่องเขียนบล็อกของคนสมัยนี้ว่าดราม่า ประมาณว่ามีแต่คนเขียนเรื่องดีๆ และน่าชื่นชมของตัวเอง แม่ฟังแล้วก็ขำปนเห็นด้วย ทำให้พอนึกจะเขียนอะไรขึ้นมา ก็พาลให้รู้สึกเลี่ยนเสียเอง

ไอโกะเริ่มจะได้อ่านเรื่องของตัวเองบ้างแล้ว แลกกับเวลาที่ไอโกะเขียนบันทึกของตัวเอง ไอโกะอ่านเรื่องของตัวเองแล้วก็ขำกิ๊กๆ กั๊กๆ ตลกดี อาจจะดราม่าสำหรับคนอื่นไปบ้าง แต่แม่ว่ามันก็เป็นความทรงจำที่ดีสำหรับลูกทุกคน แม่คงต้องพยายามเขียนต่อไป

สัปดาห์ที่ผ่านมานี้สถานการณ์บ้านเมืองของเราทำให้แม่รู้สึกหดหู่มาก เราเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร อีก 10-20 ปีต่อจากนี้ เมื่อลูกๆ โตขึ้น ความเป็นจริงอาจจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่ ณ เวลานี้ ความขัดแย้งของคนสองกลุ่มทำให้การรับฟังเรื่องเดียวกัน ถูกแปรความหมายไปในทางตรงกันข้ามได้อย่างเหลือเชื่อ

แม่ก็ไม่รู้ว่าตอนที่ลูกทั้งสามคนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วแม่จะยังจดจำเหตุการณ์ครั้งนี้ได้แค่ไหน เพราะแม่ก็เป็นคนขี้ลืมเหมือนคนไทยทั่วๆ ไปอยู่แล้ว เรื่องดีๆ ยังจำไม่ค่อยได้ เรื่องที่เลวร้ายคงจะลืมได้ง่ายกว่า

บล็อกนี้ก็คงจะดราม่าไม่แพ้บล็อกอื่นๆ ในเวลานี้เท่าไรนัก แต่โชคดีที่บล็อกนี้มีไม่กี่คนที่เข้ามาอ่าน ดังนั้นแม่ก็ไม่ควรจะกระดากอะไรมากมาย

เมื่อคืนนี้โอกิเอากระดาษวาดรูปมาให้แม่เหมือนทุกวัน การวาดรูปให้แม่หรือป่าป๊าเป็นสิ่งที่โอกิทำตามไอโกะ ตอนที่โอกิยังวาดรูปเองไม่เป็น ไอโกะจะวาดของตัวเอง แล้วก็วาดแทนโอกิ แล้วเอามาให้แม่ แต่ช่วงนี้โอกิเริ่มมีพัฒนาการในการวาดรูปดีขึ้นมาก วาดอย่างมั่นใจ ผลิตผลงานวันละหลายๆ ชิ้นเลยทีเดียว

โอกิวาดรูปหลายอย่าง แต่ชอบรถมากเป็นพิเศษ เวลาอยากวาดรูปอะไรแต่วาดไม่เป็นก็จะขอให้คนโน้นคนนี้วาดให้ดู แล้วค่อยวาดตาม นี่เป็นตัวอย่างผลงานของโอกิที่วาดให้แม่ก่อนหน้านี้





แต่นี่เป็นผลงานที่โอกิเอามาให้แม่เมื่อคืนนี้พร้อมกับบอกว่า "โอกิให้หม่าม้า รูปทหาร"

แม่ไม่รู้หรอกว่าลูกๆ รับรู้เหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้อย่างไรบ้าง เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยง เพราะในทีวีที่พวกเราดู บทสนทนาที่พวกเราพูดคุยกันทุกๆ วัน มันมีแต่เรื่องนี้ พอเห็นรูปแบบนี้ก็ไม่แปลกใจ แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมไม่ได้นึกอยากจะถาม หรือให้โอกิอธิบาย หรือเล่าเรื่องเกี่ยวกับรูปที่วาดเหมือนทุกครั้ง ได้แต่รับมาเฉยๆ แล้วก็ชมว่า "เก่งมากครับ"

สาเหตุที่แม่อยากเขียนเรื่องนี้ก็เพราะอยากเก็บไว้เตือนความทรงจำของตัวเอง และของลูกๆ ทุกคนด้วย

แม่คิดว่าการที่จะสอนให้ลูกเป็นคนดีนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดเพียงอย่างเดียว การกระทำของเราต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการจะสอนด้วย แม่จำคำสอนที่เป็นคำพูดของกุ๊งกับอาม่าได้ไม่กี่เรื่อง แต่การทำเป็นตัวอย่างของทั้งอาม่ากับกุ๊งสอนแม่ได้มากมาย

ในบรรดาคำสอนไม่กี่เรื่องของกุ๊งนั้น มีครั้งหนึ่งที่แม่จำได้ไม่เคยลืม แม่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมแม่ถึงประทับใจกับคำสอนนี้นัก อาจจะเป็นเพราะมันเป็นคำสอนที่แม่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนั้นก็เป็นได้

แม่จำเรื่องราวนั้นไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องอะไร จำได้แค่ว่าแม่ไม่พอใจแล้วก็บ่นกับกุ๊งว่า ทำไมเราต้องเสียเปรียบคนอื่น คำตอบที่ได้จากกุ๊งคือ "ยอมให้คนเขาเอาเปรียบเรา ดีกว่าเราไปเอาเปรียบเขา"

สถานการณ์ของบ้านเมืองเราในวันนี้ ทำให้แม่คิดว่าคำสอนของกุ๊งเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่แม่อยากให้ลูกทุกคนจำเอาไว้ และนำไปใช้เมื่อโตขึ้น และนับจากวันนี้ไป เวลาที่พี่น้องทะเลาะกัน ใครยอมก่อนคนนั้นเป็นผู้ชนะ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่อาจหลีกเลี่ยงความหายนะอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้



วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

โอกิไม่เป็นแฟนมีนแล้ว

วันนี้แม่เอา บันทึกของครู ที่แหลมคมมาลงแทน
...ตั้งแต่ตอนบ่ายๆ มาแล้วที่ครูต้นสังเกตอะไรบางอย่าง
"โอกิ ทำไมต้องเดินตามพี่ปาล์มตลอดแบบนี้ด้วยล่ะ" ครูต้นถาม
แต่โอกิก็ไม่ตอบอะไร แล้วสักพักครูต้นก็ร้องเรียกไอโกะ
“ไอโกะ! มาดูนี่เร็ว โอกินอนหนุนแขนสาวๆ ด้วย”

ปรากฏว่าโอกินอนหนุนแขนพี่ปาล์มอยู่ค่ะ พอเวลาผ่านไปอีกไม่กี่นาที พี่ๆ ที่นั่งทำงานกันอยู่ข้างล่างก็ได้ยินเสียงโอกิพูดขึ้นมาว่า “พี่ปาล์ม ขอนอนแขนหน่อย”

เป็นอันว่าน้องมีนท่าทางจะเสียแฟนไปคนหนึ่งซะแล้ว (จากเดิมมีสามคน โอกิ โอม และน้องนนท์เป็นรายล่าสุดค่ะ)


น้องมีน (แฟนเก่า)

และข้อสันนิษฐานนี้ก็ตรงเผงเลยค่ะ เพราะตอนเย็นๆ คุณแม่พาน้องโอกุมารับ แล้วพอครูต้นทักเรื่องนี้ โอกิก็ประกาศว่า"โอกิไม่เอาแฟนมีนแล้ว" โอกิว่าอย่างนั้น "แฟนมีนดื้อ!"


"อ้าว แล้วคนไหนแฟนใหม่โอกิล่ะ" ครูต้นถาม แต่โอกิทำหน้าเขินๆ ไม่ตอบ
"ใช่คนนี้มั้ย" ครูต้นชี้ไปที่พี่ปาล์มที่นั่งอยู่ใกล้ๆแล้วโอกิก็พยักหน้า


พี่ปาล์มคนสวย (แฟนใหม่)

คนเคยรัก 555

น้องมีนคงกลัวเสียฟอร์ม เลยรีบพูดออกมาเบาๆ ว่า“แต่มีนก็ยังมีแฟนชื่อโอมนะ”

แล้วค่ายรุ่นที่ 5 แสนสนุกของเราก็จบลงไปแล้ว พี่มายด์ ม่อน และน้องมีนจะไปเที่ยวสิงคโปร์กันด้วย คงไม่ได้มาเรียนอีกนาน ส่วนน้องนนท์ก็ขอพักก่อนเช่นกันครูต้น พี่แต้ว และพี่แก้ว ก็ขอให้เด็กๆ เที่ยวกันให้สนุกนะคะ พักผ่อนให้เต็มที่ ส่วนใครที่ยังมาค่ายรุ่นหน้า เดี๋ยววันจันทร์เราเจอกันใหม่ค่ะ

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

งานแสดง

ปีนี้โอกิจบชั้นอนุบาลหนึ่ง ไอโกะจบชั้นป.1 พอสิ้นปีการศึกษา โรงเรียนก็จะจัดงานแสดงของเด็กๆ ให้ผู้ปกครองดู

ป.1 เล่นเรื่อง นันทิยะยอดกตัญญู ไอโกะเล่นเป็นม้า แล้วก็ร้องเพลงประกอบช่วงหนึ่ง ตอนที่พาไอโกะไปเรียนที่หนูน้อยครั้งแรก แม่คิดว่าไอโกะคงไม่มีทางได้เล่นหรือแสดงอะไรแน่ๆ เพราะขี้อายมาก แต่แม่ก็คิดผิด เพราะไอโกะก็ทำได้เหมือนเพื่อนๆ ทั้งๆ ที่ก็ยังเป็นคนขี้อายเหมือนเดิม คงเป็นเพราะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ

ครูสมัยนี้คงจะเก่งกว่าสมัยก่อน เพราะเด็กทั้งห้อง คุณครูก็จัดการแสดงให้ทุกคนต้องมีบทมีส่วนร่วมได้ทุกคน สมัยก่อนจะมีคนกล้าๆ และมีความสามารถไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้แสดงอะไรแบบนี้ ตอนประชุม ครูกุ้งเล่าให้ฟังด้วยว่ามีการคาสติ้งด้วยนะ คือ จะบอกว่ามีตัวแสดงอะไรบ้าง แล้วให้นักเรียนเลือกบทที่อยากเล่นสองอย่าง เสร็จแล้วก็ให้ลองทำท่าให้ดู ผ่านการทดสอบแล้วจึงจะได้บทนั้นไป


ส่วนห้องของโอกิมีการแสดงเรื่อง มามะ มาปลูกต้นไม้ โอกิได้เล่นเป็นพระอาทิตย์ มีบทที่ต้องคุยกับหนอน เรื่องทำไมโลกถึงร้อน คุณครูให้บทมาให้พ่อแม่ช่วยซ้อมด้วย โอกิต้องพูดทั้งหมด 4-5 ประโยค ยาวเหมือนกัน ตอนแรกแม่ก็กลัวว่าจะจำไม่ได้ แต่สุดท้ายป่าป๊าก็ติดสินบนว่าจะซื้อรถให้โอกิ ถ้าแสดงได้ดี ดูเหมือนจะทำให้ตั้งใจซ้อมมากขึ้นมาทันตาเห็น

เนื่องจากปีนี้มีสถานการณ์ชุมนุม โรงเรียนประกาศหยุดไปสองสามวัน ทำให้นักแสดงไม่มีเวลาซ้อมด้วยกัน พอเล่นจริงก็เลยขลุกขลักเล็กน้อย โอกิไม่ได้ลืมบท เสียงดังฟังชัดใช้ได้ แต่ว่าท่าทางยังเขินอยู่ แล้วก็ไม่ค่อยมองมาทางคนดูเท่าไหร่ แต่สรุปแล้วก็ใช้ได้

ตอนที่รู้ว่าโอกิเล่นเป็นพระอาทิตย์ ป่าป๊าถามว่า "ทำไมโอกิถึงได้เป็นพระอาทิตย์ เพราะโอกิพูดเก่งใช่มั้ย" โอกิตอบว่า "ไม่ใช่ เพราะโอกิยกมือ" (ครูถามว่าใครจะเป็นพระอาทิตย์ให้ยกมือ) ป่าป๊าเลยถามต่อว่า "อ้าว แล้วทำไมโอกิไม่เป็นหนอนล่ะ" ก็ได้รับคำตอบว่า "หนอน โอกิก็ยก แต่คุณครูไม่เรียก"

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

โอกุหนึ่งขวบ

ปีนี้เราไปเช็งเม้งกันวันอาทิตย์ที่ 21 มี.ค. เย็นวันเสาร์ก่อนไป ป่าป๊าถามแม่ว่าปีที่แล้วได้พาโอกุไปเช็งเม้งด้วยหรือเปล่า แม่ตอบว่า ก็เราไปเช็งเม้งตอนเช้า แล้วก็กลับมาคลอดโอกุตอนเย็นไง ดูสิ ป่าป๊าลืมไปเลย ปีนี้เลยเป็นปีแรกที่โอกุได้ไปเช็งเม้ง

จะว่าไปแม่ก็รู้สึกว่ามันเร็วเหลือเกิน เหมือนเพิ่งจะคลอดออกมาแป๊บเดียวครบปีนึงแล้ว วันอาทิตย์ที่ไปเช็งเม้ง แม่ก็นึกๆ ในใจว่า เออ พรุ่งนี้โอกุก็ครบขวบแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ พอวันจันทร์ตอนบ่าย แม่ก็พาโอกุไปฉีดวัคซีน ตอนจะขึ้นรถ มะเว้ก็ถามแม่ว่า "วันนี้โอกุ happy birthday ใช่มั้ย" แม่ก็เบลอๆ แล้วก็บอกว่าไม่ใช่ ต้องพรุ่งนี้ เสร็จแล้วก็นึกได้ เออ วันนี้วันที่ 22 นี่นา เออ ใช่ๆ ตายจริง ลืมไปเลย

พอฉีดวัคซีนเสร็จก็เลยลงไปดูที่ร้าน S&P ในโรงพยาบาลว่ามีขนมเค้กหรือเปล่า เดี๋ยวตอนโตๆ ไม่เห็นมีรูปฉลองวันเกิดเหมือนของพี่ทั้งสองคน จะน้อยใจว่าแม่ไม่รัก แต่ที่โรงพยาบาลไม่มีเค้กการ์ตูน พนักงานเช็คให้ว่าที่คาร์ฟูร์ใกล้บ้างเราเหลือก้อนนึงพอดี แม่ก็เลยแวะไปซื้อก่อนกลับบ้าน

คนที่ตื่นเต้นมากที่สุดคือ โอกิ เพราะชอบมากเวลาปิดไฟร้องเพลง happy birthday เพลงยังไม่ทันจบดี โอกิก็รีบชิงลงมือเป่าเทียนทันที โอกุก็ตบมือตามเสียงเพลง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่รู้เรื่องเลยว่าตัวเองเป็นเจ้าของวันเกิด แต่โดนแย่งซีนไปแล้ว แม่ถามป่าป๊าเรื่องรูป จะเอามาลงบล็อก แต่ป่าป๊าบอกว่าถ่ายออกมาไม่สวย เลย ไม่มีรูปประกอบ แต่แม่ก็ไปหารูปอื่นๆ มาทำสไลด์ให้แทนนะ

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

ช้าง ช้าง ช้าง

ช่วงนี้ "เรื่องเล่าเช้านี้" พยายามโปรโมทช้าง เพื่อไม่ให้น้อยหน้าแพนด้า ก็เลยเปิดเพลงช้าง ช้าง ช้าง ประกอบภาพทุกวัน โอกิฟังบ่อยๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็บ่นกับป่าป๊าว่า "ป่าป๊า ไม่เห็นมีขาเลย ทำไมช้างไม่มีขาล่ะ" ป่าป๊าฟังทีแรกก็งงๆ ว่าอะไร ทำไมช้างไม่มีขา แล้วก็นึกได้ว่า อ๋อ ในเพลงช้างพูดถึงอวัยวะทุกส่วน แต่ไม่พูดถึงขาเลยนั่นเอง


วันรุ่งขึ้น โอกิก็มาบอกป่าป๊าว่า "ป่าป๊า โอกิแต่งเพลงช้างมีขาได้แล้วนะ ป่าป๊าฟังนะ"


ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นค้า (ขา) หรือเปล่า
ช้างมันตัวโตไม่เบา
จมูกยาวๆ เรียกว่างวง
มีเขี้ยวใต้งวงเรียกว่างา
มีหูมีตาหางยาว





รูปช้างของโอกิ

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รวมมุขโอกิ

วันนี้ตอนเย็นกูโจ้บอกโอกิว่า "โอกิรู้มั้ย ถ้าโอกิดื้อกับป่าป๊า หม้าม้า อีกหน่อยโอกิมีลูก ลูกโอกิจะยิ่งดื้อกับโอกิเป็นสองเท่าเลยนะ" กูโจ้พูดยังไม่ทันจบ โอกิก็สวนทันทีว่า "ไม่นะ...โอกิเป็นผู้ชาย โอกิมีลูกไม่ได้ ต้องไอโกะถึงจะมีลูก เพราะไอโกะเป็นผู้หญิงเหมือนหม่าม้า" ^-^

ตอนที่กินข้าว ทีวีฉายละครน้ำเน่า วันนี้แม่ขี้เกียจบ่นก็เลยปล่อยให้ไอโกะดู ดูๆ ไป ไอโกะก็ถามว่า "หม่าม้า...ยังไม่แต่งงาน มีลูกได้เหรอ" แม่เลยบอกว่า "ได้ แต่ไม่ดีหรอก เพราะสังคมเขาไม่ยอมรับ ควรจะแต่งงานก่อน แล้วค่อยมีลูก" โอกิที่ฟังอยู่ด้วย เลยถามด้วยความสงสัยว่า "อ้าว...แล้วหม่าม้ากับป่าป๊าแต่งงานกันรึยัง" ^-^

แม่ต้องรีบบอกว่า "แต่งแล้ว" โอกิยังไม่วายบ่นตัวละครในทีวีต่ออีกว่า "แล้วทำไมเค้าลืมแต่งงาน" ^-^

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

เรื่องเล่าเช้านี้

เรื่องเล่าของไอโกะ

- หม่าม้า วันนี้ที่โรงเรียนนะ ครูหนุ่มเล่าเรื่องให้ฟัง ตลกมากเลย มีคนจีนคนนึงเค้านั่งแท็กซี่กลับบ้าน แต่ทำยังไงๆ ก็ไม่ถึงซะที หม่าม้ารู้มั้ยว่าเพราะอะไร
- ไม่รู้ค่ะ
- ก็เค้าบอกแท็กซี่ว่า "ไปเลี้ยวๆๆ" มันก็ไม่ถึงซะที เพราะว่าเค้าเป็นคนจีนไง เค้าก็เลยพูดไม่ชัด

*เรื่องที่ครูเล่าน่าจะพูดว่า "ถึงเลี้ยวๆๆ" มากกว่านะ ไอโกะคงจะจำผิดน่ะ*

สองอาทิตย์ผ่านไป คราวนี้โอกิมาเล่าบ้าง

- หม่าม้า มีคนพม่าเค้าจะนั่งเรือไปภูเขา แต่ก็ไม่ถึงซะที เพราะเค้าไปบอกแท็กซี่ว่า "ไปเลี้ยวๆๆๆ" ฮ่าฮ่าฮ่า

แม่กับป่าป๊าขำมากเลย ไม่ได้ขำเรื่องเล่านะ ขำคนเล่าตะหาก หน้าตาท่าทางที่เล่านี่มั่นใจมากเลย ^-^

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

ฉลองปีใหม่

ปีใหม่ปีนี้เราก็ไปแม่กลองเหมือนเคย แต่ไม่ทันงานปีใหม่ที่โรงเลื่อยจัด เพราะเราไปวันที่ 31-1-2 แต่งานเขาจัดวันที่ 30 ไปแม่กลองคราวนี้ก็เลยไม่มีอะไรแตกต่างจากที่เคยไปทุกครั้ง แต่ก็อุตส่าห์มีเหตุการณ์ให้ตื่นเต้นจนได้

เรื่องก็คือ คืนวันที่ 1 ซึ่งเป็นคืนที่สองที่เรานอนที่แม่กลอง วันรุ่งขึ้นก็จะกลับกรุงเทพแล้ว แม่ตั้งใจว่าจะกลับประมาณเที่ยงๆ เพราะไอโกะไม่ได้เอาการบ้านไปทำ ถ้ากลับช้า เดี๋ยวจะทำการบ้านไม่ทัน เพราะมีหลายอย่างเลย

ตอนกลางคืน (แม่ก็ไม่รู้ว่ากี่โมง เพราะที่แม่กลองไม่มีนาฬิกาเรืองแสงแบบเห็นกลางคืนเหมือนที่บ้านกรุงเทพ) แม่ได้ยินเสียงโครมดังมาก แล้วก็เป็นเสียงร้องไห้ของโอกิ แม่ตะโกนเรียกป่าป๊าเสียงดังว่า "ป่าป๊า โอกิตกเตียง" ป่าป๊าตกใจตื่นเพราะเสียงแม่ แล้วก็บ่นๆ ว่าแม่เรียกเสียงดังเกินไปทำให้ป่าป๊าตกใจ แล้วป่าป๊าก็ไปอุ้มโอกิขึ้นมานอนต่อท่ามกลางความมืด ปลอบสักพักโอกิก็เงียบ แม่ก็เลยนอนต่อ

ทั้งโอกิและไอโกะนอนตกเตียงเป็นประจำ มีอยู่ครั้งนึงโอกิตกเตียงหัวทิ่มไปติดอยู่ในถังขยะด้วยซ้ำ เพราะแม่ตั้งถังขยะไว้ทิ้งเศษกระดาษข้างโต๊ะทำงานซึ่งอยู่ตรงปลายเตียงพอดี เราก็พยายามป้องกันการตกเตียงของทั้งสองคนด้วยการทำที่นอนเสริมด้านขวาให้ติดกับกำแพง แล้วก็ให้ทั้งสองคนนอนชิดกำแพง ส่วนป่าป๊านอนกั้นด้านซ้ายไว้ ก็ยังอุตส่าห์ไหลลงไปตกปลายเตียงกันจนได้

ที่แม่กลองเตียงจะสูงกว่าที่บ้านนิดหน่อย แม่กับโอกุนอนที่พื้น ไอโกะ โอกิกับป่าป๊านอนบนเตียง เวลานอนก็กลับด้านนอน คือปกติหัวเตียงจะชนกำแพง ก็เปลี่ยนเป็นนอนด้านข้างให้ไอโกะกับโอกินอนชิดหัวเตียง ป่าป๊านอนกั้นปลายเตียง แต่สุดท้ายก็กั้นไม่อยู่ โอกิตกเตียงอีกจนได้

พอตอนเช้า ไอโกะกับโอกิตื่นแล้วก็อยากลงไปเล่นข้างล่าง ป่าป๊าบอกให้แปรงฟันก่อนแล้วค่อยลงไป แม่ได้ยินเสียงคุยกัน

ไอโกะ - อุ๊ย โอกิจมูกมีเลือดด้วย อย่าแคะๆ เดี๋ยวเลือดออก
โอกิ- ป่าป๊าๆ โอกิมีเลือดกำเดาด้วยนะ
ป่าป๊า- มันแห้งแล้วใช่มั้ย กิอย่าแคะนะ
ไอโกะ-มาๆ เดี๋ยวเจ๊เช็ดให้ โอกิอย่าเขี่ยมันสิ

แม่ยังนอนกับโอกุอยู่ ป่าป๊าก็ยังงัวเงียอยู่ เสียงพูดโต้ตอบกันไปมาสักพัก จนแม่ลุกมาช่วยดู ตายแล้ว ไม่ใช่เลือดกำเดาแล้วล่ะ โอกิตกเตียงได้รับบาดเจ็บสาหัสเลยนะเนี่ย ปากแตก จมูกช้ำ มีรอยฉีกเป็นแผลด้วย น่ากลัวทีเดียว ตอนกลางคืนมืดๆ ไม่มีใครรู้เลย ป่าป๊าสำรวจอาการทั่วไปแล้วก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก

แม่กับป่าป๊านั่งคิดกันว่า สงสัยโอกิจะเอาหน้าลง แต่ก็งงๆ ว่าลงท่าไหนนะถึงได้ยับเยินขนาดนี้ ป่าป๊าดูที่เสื้อก็เห็นรอยเลือดนิดหน่อย คงเป็นตอนที่กอดโอกิให้นอนต่อหลังจากที่อุ้มกลับขึ้นมาใหม่ๆ ตอนที่นั่งๆ คุยกัน โอกิก็พูดขึ้นมาว่า "ป่าป๊า หน้าผากโอกิมีลูกมะนาวด้วยนะ" อะไรนะ ไหนมาดูสิ โอ้! มะนาวจริงๆ ด้วย ลูกเบ้อเร่อเลย ปูดออกมาเขียวเลย

ป่าป๊าคลำดู มันนิ่มๆ ก็เลยกลัวว่าจะมีเลือดคั่งหรือเปล่า เลยตัดสินใจว่ารีบกลับกรุงเทพ พาไป x-ray หน่อยดีกว่า กินข้าวเช้าเสร็จ เราก็เลยรีบกลับ

ไปถึงโรงพยาบาลพระรามเก้า เจ้าหน้าที่เห็นสภาพโอกิ ก็เลยให้ตรวจที่ ER แทนที่จะเป็นคลีนิกเด็กตามปกติ คุณหมอผู้หญิงที่มาตรวจน่ารักมาก สอบถามความเป็นมา แล้วก็ตรวจอาการ แล้วให้ไป x-ray เพื่อความแน่ใจ ปรากฎว่าไม่มีอะไรแตกหัก กระโหลกยังดีอยู่ ดั้งก็ไม่หัก แม่ก็เลยสบายใจขึ้น กลับไปถึงบ้าน ทุกคนก็สงสัยว่าทำไมคราวนี้กลับมาเร็ว

ผู้ติดตาม


View My Stats