วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 8 - Bye Bye Tokyo

Flight วันนี้ออก 16.40 แต่ตั้งใจไปถึงสนามบินไม่เกินบ่ายโมง ก็เลยคิดว่าวันนี้คงไม่ไปไหนแล้ว จัดการแพ็คของเรียบร้อย แล้วก็ให้เด็กๆ อยู่ที่ห้อง เดินไปซื้อ Mos Berger กะว่าจะเอาไปกินที่สนามบิน พี่เธียรชอบกินเบอร์เกอร์ บอกเขาตั้งแต่วันแรกที่มาแล้วว่า Mos Berger นี่ดังนะ ไม่ลองหน่อยเหรอ ด้วยความที่ตั้งใจมากินอาหารญี่ปุ่น เห็นเบอร์เกอร์ก็เลยไม่สนใจ จนวันกลับถึงได้ลอง ซื้อให้ไอโกะกับโอกิด้วย ปรากฎว่าอร่อยถูกใจทุกคน นึกเสียดายว่าวันที่ไป Disney Land น่าจะซื้อไปกินด้วย เพราะง่ายและสะดวก แถมอร่อยอีกตะหาก

เมื่อวาน Josh ไลน์ถามว่าจะ Check out กี่โมง บอกว่าเราจะออกตอนเที่ยง ให้เขามาก่อนสักสิบนาที แต่เที่ยงแล้วก็ยังไม่มา เลยล็อคห้องแล้วทิ้งกุญแจไว้ให้ใน Mail Box ตอนหลังเขาก็ไลน์มาขอโทษที่มาไม่ทัน แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี ทำไม้แขวนเสื้อเขาหักไปอันนึง กับทิ้งขยะไว้เยอะทีเดียว เขาบอกว่าลูกเราลืมดาบ และถ้วยกาแฟ (ได้แถมมาจากซื้อรองเท้า) จะให้ส่งตามมามั้ย จริงๆ แล้วไม่ได้ลืม แต่มันเป็นภาระที่ไม่อยากแบบกลับมาตะหาก

วันกลับตรงวันอาทิตย์เหมือนวันมา รถไฟฟ้าก็เลยคนไม่เยอะ ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะกระเป๋าเราหนักเพิ่มขึ้น ต้องเปลี่ยนสายด้วยครั้งนึง ไปถึงสนามบิน คนน้อยมาก ถึงก่อนเวลาเช็คอินพอสมควร พอถึงเวลาก็ได้คิวแรกๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ มีเงินเหลือใน Suica เลยเอาไปซื้อของให้หมด ก่อนจะเอาบัตรไป Refund เอาเงินประกันคืน ก่อนผ่านตม. เจ็บใจว่า ทำไมไม่มีใครเตือนเลยว่าไม่ควรซื้อ Royce ด้านนอก เพราะมันต้องเสีย Vat ถ้าผ่านตม. เข้าไปแล้ว มันจะไม่มี vat  ของฝากที่ขายในสนามบิน ราคาเดียวกับนอกสนามบิน แถมไม่มี vat คราวหน้าจะจำไว้ ไม่ให้พลาดอีก

ปล. 1 ทุกคนที่ไปญี่ปุ่นจะบอกว่าชอบมากๆ สงสัยเหมือนกันว่า อะไรจะขนาดนั้น วันแรกที่ถึง ก็ให้ความรู้สึกว่าไม่ค่อยต่างจากลอนดอน บ้านเรือนผู้คนเป็นระเบียบ การเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ได้รู้สึกว่าพิเศษมากเหมือนที่ใครๆ ว่ากัน แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่า เออ จริงๆ แล้วประเทศนี้มันดีจริงๆ โน่น นี่ นั่น รวมกันแล้วก็รู้สึกว่า เข้าใจแล้ว ทำไมคนถึงชอบมาญี่ปุ่น ไอโกะกับโอกิไม่คิดถึงบ้านเลย ไม่อยากกลับ อยากอยู่ต่อ ทั้งๆ ที่วันๆ เดินเยอะมาก มีแต่โอกุคนเดียวที่บ่นว่าไม่ชอบหรอก เพราะที่นี่มันเมื่อยมากๆ เมื่อยสุดๆ เลย โอกุเดินไม่ไหวแล้วนะ  เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก ที่ไม่รู้สึกคิดถึงกระเพรา ไข่ดาว

ปล. 2 ก่อนไป เป็นห่วงมากว่า โอกุจะไปพลาดท่าเกิดอุบัตเหตุอะไรอีกหรือเปล่า พยายามดูแลอย่างดี แต่ก็ไม่พ้นจนได้ ที่พักมีพื้นต่างระดับ โอกุสะดุดล้ม ทำให้ขาเจ็บ แต่อาจจะเป็นที่อากาศเย็น ทำให้อาการไม่มาก หรือจะเป็นเพราะอึดก็ไม่รู้ เดินแบบขากระเผลกไปไหนๆ ได้ตั้งหลายวัน จนกลับมาถึงเมืองไทย เห็นว่าขาบวมนิดๆ เลยเอาไปหาหมอดีกว่า หมอจับๆ ดู บีบ กด ให้เดิน เขย่ง ยืนขาเดียว ก็ทำได้ หมอเดาว่า เอ็นอาจจะอักเสบ แต่น่าจะดีขึ้นแล้ว ให้ดูอาการอาทิตย์หนึ่ง ถ้าไม่หายค่อยมาดูใหม่

ปล. 3 เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี ที่นอนหลับยาวแบบไม่ตื่นกลางดึก ไม่รู้สึกตัว ไม่ปวดฉี่ โอกุก็ไม่ตื่นเหมือนกัน ลืมไปแล้วว่าหลับสบายมันเป็นยังไง

ปล. 4 ได้กรรไกรตัดเล็บมา 3 อัน เป็นของที่ตั้งใจไปซื้อโดยเฉพาะ แล้วก็คว้า Moilip ลิปมันแบบครีมของ Shizedo จาก Sun Drug แบบไม่คาดหวัง เพราะเป็นคนที่ปากแห้งมาก ใช้อะไรก็ไม่ช่วย แต่ปรากฎว่าดีเหลือเชื่อ หลอดบีบทิ้งไว้ในรถก็ไม่ต้องกลัวละลายเลอะเทอะ

ปล. 5 ตอนโอกิไม่ถึงสองขวบไปออสเตรเลียกันเอง นาน 2 อาทิตย์ รู้สึกว่าชิลๆ จัดการได้ แต่พอมีโอกุเป็นคนที่สาม ทดลองไปมาเลเซียแค่ 3 วัน รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว หลังจากนั้นก็ใช้บริการทัวร์มาตลอด ความคิดที่จะไปเองไม่มีอยู่ในหัวเลย ไปญี่ปุ่นคราวนี้ทำให้ความสนุกในการเดินทางด้วยตัวเองกลับมาอีกครั้ง

ปล. 6 พบว่าตัวเองมีความสุขกับการทำงานจริงๆ ไม่ว่าจะมีปัญหาจุกจิกกวนใจ มีเรื่องบ่นสารพัด แต่ก็คิดถึงงานที่ทำอยู่ดี

ปล. 7 ตั้งแต่เริ่มเขียน diary ตั้งแต่ตอนมีไอโกะ พยายามจะเขียนบันทึกการเดินทางทุกครั้งที่ไป แต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เก็บได้ครบทุกวัน ดีใจ

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 7 - Shinjuku-Harajuku-Ginza

เมื่อวานกลับถึงที่พักห้าทุ่มกว่า วันนี้ก็เลยนอนกันเต็มที่ กว่าจะอาบน้ำ หาอะไรกินเสร็จก็เกือบสิบโมงถึงได้ออก วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ต้องจัดการภารกิจหาของฝากให้น้องๆ ที่ออฟฟิศให้สำเร็จ มีคนบอกว่าร้าน Sun Drug มีทั่วไป แต่บังเอิญแถวที่พักหาไม่มี Google บอกว่ามีที่ Shinjuku ก็เลยไปตามลายแทง ได้ครีมเปลี่ยนสีผมและโฟมล้างหน้าหลากชนิด หลายยี่ห้อ ล้วนแล้วแต่อ่านไม่ออก เห็นแค่ Made in Japan ก็เชื่อใจแล้ว คนชาตินี้เขาถือได้ จำไม่ได้แล้วว่าเลิกใช้โฟม หรือครีมล้างหน้ามาเป็นสบู่ธรรมดาตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้แต่ว่าเมื่อก่อนซื้อๆ มาใช้ ไม่เคยถูกใจเหมือนโฆษณา แต่พอต้องมาซื้อเป็นของฝาก ก็รู้สึกว่ามันน่าใช้ดี ลองเลือกส่งๆ มาอันนึง ทดลองใช้แล้วก็ดีเหมือนกัน จะว่าไปที่ขายๆ ในเมืองไทยมันก็อาจจะดีก็ได้ แต่เราไม่เคยซื้อมาใช้เองก็เลยไม่รู้

ร้านแบบนี้เป็นอะไรที่เพลิดเพลินมาก ดูมันน่าใช้ น่าซื้อไปหมด ตอนที่หยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กของไอโกะออกจากที่พักตอนเช้า พี่เธียรถามว่าต้องใช้กระเป๋าเลยเหรอ ใช่แร้ววว เพราะเรามีประสบการณ์ในการหิ้วของพะรุงพะรังมาก่อน แถมยังมีลูกอีกสาม รับรองว่าไม่สนุกแน่นอน พอเป็นกระเป๋าลาก ทั้งโอกิและโอกุก็แย่งกันลาก มีคนช่วย สบายไป ถ้าเป็นถุงที่ต้องหิ้ว ตายแน่ๆ ทางเดินในประเทศที่เจริญแล้วแบบนี้ สะดวกแก่การลากกระเป๋ามาก ทางลาดทางเรียบไม่มีอุปสรรค ถ้าเป็นฟุตบาทบ้านเรา ลากไม่ถึงร้อยเมตร ล้อกระเด็นแน่ๆ

ได้ของฝากครบแล้วก็สบายใจ ย้ายจาก Shinjuku ไปเดินเล่นกินเครปที่ Harajuku กันต่อ คิดว่าไปเร็วเกินไปเลยไม่ค่อยเห็นคนแต่งคอสเพลย์กันเท่าไหร่ เห็นอยู่กลุ่มเดียวเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มาเดินเที่ยวทั่วไป ไอโกะได้เป้เล็กใบหนึ่ง โอกิและโอกุได้แว่นกันแดดคนละอัน เสร็จแล้วก็ไปย่าน Ginza ต่อ ออกจากสถานีก็เห็นคนเดินบนถนน เข้าใจว่าเขาปิดถนนให้คนเดินในวันหยุด เด็กๆ ไม่เคยเห็น ตื่นเต้นกันใหญ่ โอกุบอก เดินสบายเลยนะหม่าม้า ไม่มีรถวิ่งเลย นอนก็ได้นะเนี่ย พี่เธียรได้เสื้อแจ็คเก็ตตัวหนึ่ง สองหนุ่มได้ชุดนอนแบบญี่ปุ่นคนละชุด หนุ่มคนขายน่ารักมาก สอนว่ารอยพับที่เย็บตรงไหล่นี้ สามารถเลาะตะเข็บออกได้เพื่อขยายขนาด เมื่อเด็กโตขึ้น แล้วก็บอกว่าตัวไหนที่ทำญี่ปุ่น ตัวไหนที่ทำในจีน โอกิชอบมาก ใส่ทุกวัน บอกว่าใส่สบาย เสียดายว่าน่าจะซื้อมาสักสองชุด

เดินกระหน่ำมา 7 วันติดๆ คงจะเหนื่อยไม่น้อย (เฉลี่ยวันละ 7-8 กม.) ตัวเล็กทั้งสามเริ่มบ่นว่า อยากกลับที่พักแล้ว วันนี้เลยกลับเร็ว ลงที่ Meguro เพื่อซื้ออาหารสำเร็จรูปที่ร้านประจำกลับไปกิน พร้อมกับ Cheese Cake เตรียมกลับบ้านด้วย ยืนตัดสินใจอยู่นานว่าจะเอาไป 2 กล่องดีไหม มีสติกเกอร์ 5% off ด้วย อันที่มีส่วนลด เพราะหมดอายุก่อนวันนึง ดูวันหมดอายุแล้วได้แค่ 3 วัน กินคนเดียวก็กลัวจะเพิ่มน้ำหนัก ตัดใจเอาไปกล่องเดียว (แต่พอกลับถึงเมืองไทย โอกิมาขอกินด้วย แล้วก็ติดใจ แย่งแม่กินอีก เสียดายว่าน่าจะเอามาสองกล่อง)

พอจัดการให้ลูกๆ กินอาหารเรียบร้อย พ่อแม่ก็ชวนกันออกไปเดินเล่นสำรวจแถวละแวกที่พัก (ทิ้งให้ลูกอยู่กันเอง สั่งว่าไม่ให้ออกจากห้อง ยกเว้นเกิดไฟไหม้ ให้วิ่งลงบันไดไปข้างล่าง) อยู่มาตั้งหลายวัน ไม่มีเวลา เพราะออกเช้ากลับดึกตลอด เพิ่งจะได้โอกาสคืนสุดท้ายก่อนกลับนี่เอง ปกติใช้บริการ Sunkus ที่ตึกที่พักตลอด เห็น 7-11, Lawson, Aeon ห่างไปประมาณ 50 เมตรก็เดินไปไม่ถึง เพราะไม่ใช่ทางผ่าน วันนี้เลยแวะเข้าไปดู แล้วก็เสียใจว่าทำไมไม่รู้จักเดินเลยมาบ้าง ของกินใน Aeon น่าสนใจไม่น้อยเลย แถมยังได้แปรงสีฟันที่ใช้ดีๆ เหมือน M's one ที่ lawson อีกด้วย

เสร็จแล้วก็เดินกลับไปที่ Tokyu ตรงสถานี Gotanda สี่ทุ่มแล้ว Super ลดราคาอาหาร 30% เลยได้มื้อเช้าวันกลับ ราคาถูกเป็นพิเศษกลับที่พัก อาบน้ำแล้วก็แพ็คของเตรียมกลับบ้าน

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 6 - Edo wonderland - Tokyo Sky Tree

จริงๆ แล้ว Nikko เป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ควรจะใช้เวลา 2-3 วันเป็นอย่างน้อย เพื่อที่จะเที่ยวให้ทั่ว แต่เราไม่มีเวลา ต้องไปเช้ากลับเย็น เลยเลือกเอาที่ Edo Wonderland ที่เดียว ออกจากที่พักก่อน 6 โมงเล็กน้อย เดินสบายๆ ไปสถานี Gotanda แต่ตอนจะเข้าฉุกละหุกเล็กน้อย เพราะ suica เงินหมดตั้งแต่เมื่อวาน ลืมเติม ก็เลยใช้ซื้อตั๋วแทน

ทำเวลาได้ดีไปถึง Tobu Asakusa ยังมีเวลาเหลือสิบกว่านาทีสบายๆ เติมเงิน ซื้อขนม แล้วก็ขึ้นรถไฟ นั่งรอแป๊บนึง รถก็ออก เด็กๆ นั่งหลับสบาย ประมาณ 2 ชม.ก็ถึง สถานี Kinugawa Onsen ลงจากรถไฟก็ไปต่อรถบัสอีก 15 นาที ถึง Edo Wonderland ประมาณสิบโมง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวันธรรมดาหรือเปล่า คนไม่ค่อยมี เมื่อเทียบกับความวุ่นวายของ Tokyo แล้ว มาที่นี่ก็ได้อารมณ์แบบ slow life และเพื่อให้กลมกลืนกับชาวเมือง Edo เราก็จัดการแปลงกายเป็นครอบครัวซามูไร ที่มีลูกเป็นนินจากันก่อนเดินชมเมือง

Theme Park แห่งนี้ สมมุติให้เป็นเมืองโบราณสมัย Edo พนักงานทุกคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่บอกทาง คนขายของ นักแสดง คนที่เดินไปเดินมา แต่งตัวและทำหน้าที่ต่างๆ เหมือนใช้ชีวิตเป็นชาวเมืองกันปกติ มีป้าแก่ๆ มานั่งคุยกันหน้าบ้าน เหมือนคนธรรมดา เสียดายที่ฟังไม่ออกว่าเขาคุยกันว่าอะไร

มีโชว์นินจาให้ดูแบบเหนือชั้น ฉาก แสง สี เสียง ความสมจริง หายตัวหรือโผล่มาแบบไร้ร่องรอยเหมือนนินจาจริงๆ โอกิชอบมาก บ่นอยากดูอีก จริงๆ เขามีการแสดงหลายอย่าง แต่เราดูไม่ครบเพราะบางอย่างก็ไม่น่าสนใจสำหรับเด็ก

ที่เล่นสนุกกันก็บ้านนินจา เข้าบ้านปุ๊บ เดินเซ หัวทิ่มเลย ส่วนเขาวงกตก็มีทริคเล็กน้อย สามารถหาทางออกกันได้ แบบไม่ต้องยอมแพ้ มีแบบบ้านผีสิงด้วย แต่ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ จริงๆ เหมือนจะมีหลังที่น่ากลัวกว่า เขามีคำเตือนสำหรับเด็ก แต่ก็ไม่ได้เข้า เพราะไม่มีเวลา

ถ้าใครมีเวลา และไม่ชอบอะไรวุ่นวาย ที่นี่ก็เพลิดเพลินดีเหมือนกัน

ออกจาก Edo เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ไม่ทันดูขบวนพาเหรดเกอิชา จริงๆ แม่อยากดู แต่ลูกอยากซื้อของที่ระลึกเป็นอาวุธดาวกระจายสลักชื่อตรงทางเข้า ถ้าดูขบวนพาเหรดจะไม่ทันรถบัสออก ก็เลยอดดู

รถไฟขากลับเป็นขบวนที่จอดบ่อย ทำให้ใช้เวลานานกว่าเที่ยวไป (เกือบ 3ชม.) ก่อนถึงปลายทาง Asakusa เป็นสถานี Tokyo Sky Tree อย่ากระนั้นเลย ไหนๆ แล้ว อย่าให้เสียเที่ยว ขึ้นไปชมวิวยามค่ำคืนบน Tokyo Sky Tree เสียหน่อย ใกล้ๆ 3 ทุ่ม คนเหลือน้อยแล้ว ซื้อตั๋วปุ๊บ ขึ้นได้เลย มองเห็นแนวที่เขาตั้งแถวไว้สำหรับคนเข้าคิวแล้วก็ไม่อยากคิดว่า ช่วงที่คนเยอะๆ มันจะขนาดไหน

วิวยามค่ำคืนมีแสงไฟวิบวับ สวยสมราคา เห็นหนุ่มสาวนั่งคุยกันเป็นคู่ๆ โรแมนติคสุดๆ ลงจากหอคอย เพื่อที่จะไปกินซอฟท์ครีมชื่อดังตามลายแทง ปรากฎว่าชวดไป เพราะเขาปิดเสียก่อน ทุกคนบ่นว่าทำไมหม่าม้าไม่กินก่อนขึ้น อดกินก็เสียดายแย่แล้ว ยังต้องมารู้สึกผิดอีก

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 5 - Asakusa-Ueno

หลังจากใช้พลังงานไปจนหมดเมื่อวันก่อน วันนี้เลยตื่นสาย ไม่รีบเร่ง กว่าจะออกจากที่พักก็สิบโมง เพื่อมุ่งหน้าไป Asakusa เพื่อไปซื้อ Discount Pass สำหรับ Edo Wonderland กัน พร้อมกับซ้อมเดินทางเพื่อจับเวลาด้วย เนื่องจากรถไฟที่จะเดินทางไป Edomura ออกแต่เช้า 7.10 ต้องเปลี่ยนสถานีด้วย ถ้าไม่รู้ทาง ออกผิดทิศ อาจจะหลงเงอะงะทำให้เสียเวลาได้

ซื้อตั๋วเสร็จพร้อมเช็คเส้นทางเดินเรียบร้อยก็มุ่งหน้าไปวัดเซ็นโซจิ วัดที่ทุกคนต้องไป เดินชมทัศนียภาพพร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกพอเป็นพิธี แล้วก็เดินต่อไปอีกนิดไปสวนสนุก  Hanayashiki เป็นสวนสนุกขนาดเล็กแต่เก่าแก่มาก Roller Coaster บอกว่าสร้างตั้งแต่ปี 1963 หรือ 1953 นี่แหละ จำไม่ได้

แม้จะเล็กแต่ก็มีเครื่องเล่นหลากหลาย ไอโกะซื้อบัตรแบบ free ride เล่นได้ไม่จำกัด คนไม่เยอะ เล่นเครื่องเล่นผาดโผนทุกอย่างๆ ละหลายๆ รอบ เสียจนเกินคุ้มเลย

เล่นจนพ่อแม่เบื่อแล้วก็เดินกลับไปสถานี Asakusa ผ่านร้านอาหารแบบเลือกจากตู้แล้วก็นั่งกินที่เคาน์เตอร์ ดูน่าอร่อยเลยแวะเข้าไปลองเสียหน่อย อร่อยดี ราคาไม่แพงด้วย

หลังจากนั้นก็ไปต่อที่ Ueno เดินเล่นในสวน พี่เธียรถามว่า ไหนเขาบอกว่าอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน มีอะไรให้ทำ คนอื่นเขาก็ไปพิพิธภัณฑ์ดูโน่นดูนี่กันไง แต่ลูกเราเจอสวนสนุกไป 3-4 วันติด กลายเป็นไฮเปอร์ไปแล้ว สวนสัตว์ที่นี่มี panda ด้วย แต่เรามาช้าเกินไป เขาปิดเสียก่อน เลยไม่ได้เข้า

ว่าด้วย panda นี่ตอนไอโกะไม่ถึงสองขวบพาไปออสเตรีย ที่นั่นก็มี panda แต่รู้สึกว่าค่าตั๋วจะแพง เลยหลอกว่าเขาปิด ไม่ได้ดู ไปเชียงใหม่ครั้งนึงก็รู้สึกว่าเป็นช่วงเห่อ คนเยอะมากๆขี้เกียจรอ ก็เลยไม่ดู คราวนี้คิดว่าคงจะได้ดู ก็ปิดก่อนเสียอีก สงสัยว่าเมื่อไหร่ไอโกะจะได้เห็น panda ตัวจริงเสียที

พอสวนสัตว์ปิด ก็เลยไปเล่นชิงช้า ตีลังกากับบาร์ในสวนแทน มีปลาหมึกผัดซอสขาย กลิ่นและหน้าตาดูดี ไอโกะอยากลอง ซื้อมาชิม รสเค็มๆ ไม่อร่อยอย่างที่หวัง

วันนี้ต้องกลับเร็ว เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไป nikko ขากลับวันนี้แยกกันให้พี่เธียรพาเด็กๆ กลับที่พักก่อน เพราะต้องเอารองเท้าไอโกะที่ซื้อมาแล้วไม่ชอบไปเปลี่ยนเป็นรองเท้าแม่แทนที่ shibuya ขากลับเจอ Premium Cheese Cake ตรงสถานี Meguro เขียนว่า Seijoishi Orginal Extreme Creamcheese จาก Hokkaido ดูน่ากินมากๆ เดินเยอะขนาดนี้ กินไปคงไม่อ้วนเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ผิดหวัง อร่อยสุดๆ ไอโกะชิมแล้วเฉยๆ ชวนให้โอกิกิน ก็ไม่ยอมกิน พรุ่งนี้จะเอาไปกินบนรถไฟไป Edo

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 4 - Tokyo Disneyland

แล้วก็ถึงวันที่เด็กๆ รอคอย ออกจากที่พัก 7 โมง เพื่อที่จะรีบไป Disney Land ทันทีที่ลงจากรถไฟก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดของสวนสนุกแห่งนี้ คนเข้าคิวรอเข้าเต็มไปหมด ตอนแรกที่คิดว่าวันธรรมดา คนจะน้อยก็ปรากฎว่าไม่ได้น้อยอย่างที่คิด อาจจะเป็นเพราะวันจันทร์และอังคารฝนตก คนก็เลยอั้นมาลงที่วันพุธก็เป็นได้

วันก่อนหน้านี้ โอกุขาเจ็บเพราะล้มในห้อง เดินได้ แต่เหมือนขาจะเดี้ยง ไม่รู้ว่าจริงหรือหลอก มองดูก็ไม่บวม แต่เดินกระเผลก เลยคิดว่าเช่ารถเข็นดีกว่า ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะต้องเดินเยอะมาก ถึงขาไม่เจ็บ โอกุก็อาจจะเดินไม่ทัน แถมรถเข็นยังใช้ใส่ของได้ด้วย รถเข็นแต่ละคันจะมีป้ายชื่อของเด็กติดไว้ด้านหลัง เวลาเข้าไปเล่นอะไร ก็จอดรอไว้ ของทิ้งไว้กะรถได้เลย ไม่มีหาย

เครื่องเล่นฮิตๆ จะเข้าคิวกันยาว 40-50 นาที มี fast pass ให้กดได้ ไม่ต้องยืนรอ แต่กดได้ทีละครั้ง เล่นเสร็จแล้วจึงจะกด fast pass อันต่อไปได้  เครื่องเล่นทั่วไปรอประมาณ 10-30 นาที จริงๆ แล้ว ถ้าไม่ตามแห่มาก เครื่องเล่นอื่นๆ ก็เพลิดเพลินได้เหมือนกัน ขนาดไม่เคยคิดอยากมาเที่ยวสวนสนุก ยังรู้สึกชอบเลย แต่ละอย่างรู้สึกว่าเขาตั้งใจทำ ทั้งๆ ที่เปิดดำเนินการมาเป็นสิบปี แต่เหมือนเพิ่งทำ เห็นเลยว่าเขาดูแลรักษาดีมาก  ไม่มีปล่อยโทรมเลย

ที่ประทับใจมากๆ คือการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน ทำงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ทั้งๆ ที่คนเยอะมาก ก็จัดการได้อย่างรวดเร็วเรียบร้อย ทุกคนที่รอคิว ไม่มีใครหงุดหงิดไม่พอใจเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะระบบของ Disney หรือเพราะเป็นคนญี่ปุ่น ไม่เคยไปที่อื่น ก็เลยไม่รู้

ตอนที่กด fast pass ครั้งหนึ่ง ตั๋ว 5 ใบ ได้เวลาหลุดไปอีกรอบใบนึง เอาไปถามเจ้าหน้าที่ว่าทำยังไง เขาจัดการเก็บตั๋วไป 4 ใบ ให้เราถือใบเดียวแล้วเขียนจำนวนคนลงไปเป็น 5 คน คือเวลามีปัญหาอะไร คนที่นี่เขาจะรีบแก้ปัญหาให้ทันที ส่วนคนไทย เวลามีเรื่องอะไรชอบโยนปัญหากลับไปให้ลูกค้า อะไรๆ ก็ไม่รู้ จัดการไม่ได้ตลอด ใครอยากได้อะไร ต้องโวยเก่งๆ แสดงอำนาจมากๆ แล้วจึงจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ไอโกะลืมกล้องครั้งหนึ่งแถวร้านไอติม พอกลับไปถาม เขาหยิบวิทยุมาติดต่อ แล้วบอกให้รอแป๊บนึง ไม่ถึง 10 นาที มีเจ้าหน้าที่หน้าตาเป็นมิตร ถือกล้องไอโกะมาถามว่าอันนี้ใช่มั้ย แล้วก็ให้กรอกชื่อที่อยู่พร้อมเซ็นชื่อรับไว้เป็นหลักฐาน สะดวก รวดเร็ว ประทับใจจริงๆ

สรุปทั้งวันได้รายการมาตามนี้ Space mountain, Star Tours, Gadget go coaster, 3D, Buzz Lightyear, Mark Twain Riverboat, It's a small world, Snow White, Cinderella's castle, Grand circuit raceway,Western river railroad แถมด้วย 1 โชว์และ 2 พาเหรด โอกิชอบพาเหรดกลางวันมาก เพราะนักแสดงเต้นได้ถูกใจ พาเหรดกลางคืนเป็นไฟวิบวับก็ยังถามหานักเต้นอยู่ ปิดท้ายด้วยการซื้อของที่ระลึก และดูพลุแบบห่างๆ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะมีจุดด้วย ไอโกะซื้อปากกาเป็นแพ็ค 5 อันจะไปฝากเพื่อน แคชเชียร์รู้ใจ ถามเลยว่าเอาถุงเล็ก 5 ถุงด้วยมั้ย ชนชาตินี้ช่างเป็นผู้คนที่ใส่ใจคนอื่นจริงๆ

วันนี้ร้อยเต็มอีกตามเคย

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 3 - Yokohama

วันที่ 3 พยากรณ์อากาศบอกว่าโตเกียวจะมีฝน 90% เลยหนีฝนไป Yokohama แทน แต่ก็ไม่พ้นอยู่ดีเพราะเจอฝนในช่วงบ่ายจนได้

ออกจากสถานีรถไฟที่ Yokohama ปุ๊บก็เจอสวนสนุก Cosmo World เลย มีชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่พอๆ กับที่ Tokyo และเครื่องเล่นพอสมควร ไม่อลังการแต่ก็สนุกได้ ดีตรงเป็นวันธรรมดาและคนไม่ค่อยมี ถือว่าซ้อมก่อนไป Disneyland

พี่เธียรฟลุ๊ก ตักห่วงในตู้เกมส์ได้ตุ๊กตาถูกใจโอกุด้วย อยู่ในสวนสนุกจนบ่ายโมง ฝนตกเลยเข้าห้างใกล้ๆ ไปหาข้าวกิน แล้วก็เดินเล่นรอฝนหยุด เจอ Lego shop เล็กๆ ชั้น 3 สองหนุ่มก็อยากได้อีก เดินวนไปวนมาเลือกอยู่นาน ขี้เกียจรอ เลยบอกพี่เธียรว่าจะขึ้นไปสำรวจข้างบนว่ามีอะไร เดี๋ยวลงมา

หายไปสิบนาที กลับมาอีกที สามีและลูกหายไปหมดเลย ยืนรออยู่สักสิบนาที ก็ไม่เห็นกลับมา ชักจะวุ่นวายใจ ไปไหนกัน เอาไงดี โทรศัทพ์ก็ไม่ได้ทำ roaming มา จริงๆ อาจจะรอไม่นาน แต่พอใจกังวลมันก็เลยเหมือนนาน จนตัดสินใจไปแจ้ง information ให้เขาประกาศให้ ประกาศครั้งแรกก็ไม่มา คาดว่าฟังภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นไม่ออก รอจนใจไม่ดี ให้เขาช่วยประกาศอีกครั้ง คราวนี้ได้ผล เสียงไอโกะบอกว่านี่ไง หม่าม้า

สรุปว่าไปห้องน้ำกันด้วยทุกข์หนัก ก็เลยใช้เวลานานไปหน่อย พวกเขาไม่กังวลกันเลยเพราะเป็นคนหาย แต่เรากังวลแทบตายว่าอยู่ดีๆ หายไปไหนกัน

ขากลับลงสถานี Meguro อีกสถานีที่ใกล้ที่พัก แต่เดินไกลกว่า Gotanda หน่อย สถานีนี้มี Precce ขายอาหารสำเร็จรูปเยอะกว่ามินิมาร์ทใต้ตึก เจอ Strawberry อร่อยมากๆ ไม่เคยกินอร่อยแบบนี้นานแล้ว วันนี้ไอโกะให้ 85 โอกิให้ 90 โอกุไม่สนใจ

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 2 - Odaiba

เริ่มเที่ยวจริงจังในวันที่สองด้วยการไปย่าน Odaiba กัน วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้า หนาวมากๆ ขึ้นรถไฟจาก  Gotanda ไปลงสถานี Tokyo Teleport ออกจากสถานีก็งงๆ เล็กน้อย ถามทางสาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง แล้วก็เดินจนไปถึง Miraikan พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เป็นที่หมายแรก

เห็นพิพิธภัณฑ์แล้วก็ไม่แปลกใจว่าทำไมคนประเทศนี้เขาถึงฉลาดและมีคุณภาพ เขาให้ความใส่ใจกับการเพิ่มพูนความรู้ให้กับคนในชาติแบบจริงจัง ตึกขนาดใหญ่ออกแบบสวยงามเหมือนห้างสรรพสินค้าบ้านเรา แต่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ทั้งตึก มีทั้งหมด 7 ชั้น

สิ่งที่แสดง ส่วนใหญ่ทำเป็นแบบ interactive ทำให้เด็กๆ สนใจ แม้ว่าจะอ่านไม่รู้เรื่องเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็สนุกได้ มีโชว์หุ่นยนต์ Asimo ด้วย น่ารักมาก แต่โอกิก็กลัวอยู่ดี

ตอนซื้อตั๋ว เขาให้เลือกรอบที่จะดูหนัง 3 มิติด้วย เราเลือก 11.30 แต่ก็มัวแต่เดินเพลิน จนลืมเวลา 11.35 วิ่งไปหน้าโรง เขาก็ปิดแล้ว แต่เขาก็ใจดีเปลี่ยนตั๋วให้เป็นรอบถัดไปได้ แต่กลายเป็นไม่มีที่นั่งว่าง ต้องเลือกอีกรอบนึง ซึ่งไม่ใช่ 3D เป็นเรื่องของยามค่ำคืนในแต่ละทวีป มีเสียงดนตรีและคำบรรยายภาษาญี่ปุ่น ในความมืด ทำให้หลับสบายได้อีก

ตอนจะออกจาก Miraikan ฝนยังตกอยู่ก็เลยเดินเขัาไปดูนิทรรศการพิเศษ Made in Japan แสดงถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ brand ต่างๆ ของญี่ปุ่นตั้งแต่แรกเริ่ม รถยนต์ ของเล่น walkman เครื่องสำอางค์ แต่อันที่น่าทึ่งคือ เทคโนโลยีในการทำอะไรจิ๋วๆ เช่นการพิมพ์ เครื่องตัดแบบเลเซอร์ ทำเกลียว มันเล็กมากจนมองด้วยตาไม่รู้ ต้องใช้กล้องขยาย สงสัยว่าเขาทำได้ยังไง

ออกจาก Miraikan ก็ไปถ่ายรูปกับกันดัมท่ามกลางสายฝน แล้วก็กินข้าวใน food court เป็นมื้อแรกที่อร่อยจริงจัง พี่เธียรไปเข้าคิวร้านดัง กินไปชมไป ถูกใจมาก อยากกลับมากินอีก

ปิดท้ายของวันนี้ด้วย Legoland ดินแดนในฝันของสองหนุ่ม คราวนี้ได้ดูหนัง 3D ด้วย โอกุชอบมาก จบแล้วอยากดูอีก ได้ของเล่นติดไม้ติดมือกันนิดหน่อยแล้วก็กลับที่พัก วันนี้เด็กๆให้คะแนนร้อยเต็ม

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

Day 1 - BKK-HKG-TYO

คราวนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Cathay Pacific ตอนที่เลือกตั๋วครั้งแรก default ของระบบเลือกให้เป็นออกจาก bkk ราวๆ 11 โมง ถึง Tokyo สามทุ่มกว่า แต่ตอนที่จะจองจริงๆ เที่ยวนั้นเต็ม ก็เลยเลือกเป็นเที่ยวตี 1 ถึง บ่ายสามแทน ซึ่งก็กลายเป็นดีกว่า เพราะทำให้มีเวลาเพิ่มขึ้น และถ้าถึงกลางคืน ก็อาจจะกังวลนิดหน่อย หากมีอะไรผิดพลาดเข้าที่พักไม่ได้

ตอนออกจากสุวรรณภูมิ เด็กๆ ยังแรงดีอยู่เพราะความตื่นเต้น แต่ตอนที่ไปรอเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกงตีห้ากว่าๆ ก็เพลึยพอดู พอขึ้นเครื่องได้ โอกุก็หลับยาว ไม่หือ ไม่อือ เขาเอาอาหารมาเสิรฟ์ก็ไม่รู้เรื่อง มาตื่นเอาใกล้จะถึง งัวเงียถามว่า "หม่าม้า เราก็นั่งมาตั้งนานแล้ว ไม่มีอาหารให้กินเลยเหรอ" แต่พอเอาขนมเค้กที่เก็บไว้ให้กิน ก็ไม่ยอมกิน

ผ่าน immigration ด้วยเวลาไม่นาน โชคดีที่เป็นวันอาทิตย์ คนไม่เยอะ เพื่อนพี่เธียรบอกให้ซื้อ Suica Card ใช้แทนเงินสดและตั๋วรถไฟเลยจะดีกว่า ซึ่งก็ work จริงๆ เจ้าหน้าที่ที่หน้าตู้ ช่วยเหลือแนะนำดีมาก สรุปว่าซื้อ 4 ใบ ผู้ใหญ่ 2 เด็ก 2 โอกุยังไม่ถึง 6 ขวบขึ้นรถไฟฟรี ไม่ต้องใช้

ของผู้ใหญ่จะหักเงินราคาผู้ใหญ่ ของเด็กก็หักราคาเด็ก ตอนซื้อ Suica ของเด็ก เขาดู passport และให้ลงวัน เดือน ปี เกิด ในระบบ พร้อมระบุชื่อไว้ในบัตรด้วย บัตรมีอายุ 10 ปี เติมเงินได้เรื่อยๆ เข้าใจว่าเมื่ออายุพ้นวัยเด็ก ก็น่าจะปรับราคาเป็นผู้ใหญ่ได้อัตโนมัติ เห็นปุ๊บ นึกได้ปั๊บเลยว่าถ้าเป็นคนไทยจะโกงได้อย่างไร

Mansion ที่เราไปพักจองผ่าน Airbnb เจ้าของชื่อ Mika และ Josh สาวญี่ปุ่นและหนุ่มออสซี่ เขานัดเจอเราที่สถานี Gotanda หน้า Uniqlo เวลา 15.00-15.30 แต่ตอนซื้อ Suica เสียเวลาเล็กน้อย เพราะจนท. เป็นห่วงเรื่องจะ refund เพราะถ้าซื้อจากตู้ของ monorail ต้องมา refund ที่เดิม แต่ถ้าซื้อตู้ JR จะ refund ที่ไหนก็ได้ ทำให้เราไปถึงที่นัดหลังเวลาเล็กน้อย พอไม่เห็น Josh ก็ชักใจไม่ค่อยดีว่าเขาจะลืมเราหรือเปล่า แต่เดินวนรอบ Uniqlo ได้ไม่เกิน 5 นาที Josh ก็จูงจักรยานโผล่มา แล้วก็เดินพาเราไปยังที่พัก ประมาณ 10 นาทีจากสถานี

เป็นห้องที่ถูกใจ กลางใหม่กลางเก่าขนาดกระทัดรัด 2 ห้องนอน เตียงคิงไซส์ ควีนไซส์ และเตียงเดี่ยว อย่างละหนึ่ง พอเหมาะกับครอบครัวเราทีเดียวเชียว ด้านล่างของตึกมี convenient store ชื่อ  Sunkus เป็นที่พึ่งเรื่องปากท้องได้เป็นอย่างดี พอเก็บของเรียบร้อยแล้วก็ตัดสินใจไป Shibuya กัน เพื่อจะไปซื้อตั๋วเข้า Disneyland

ได้ตั๋วแล้วก็เดินเล่นเล็กน้อย ด้วยความเหนื่อยและเพลีย หิวมากๆ ก็หน้ามืด ผลุบเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นใน Tokyu เป็นมื้อแรกที่หน้าตาดูดี ราคาแพง แต่รสชาติไม่ได้เรื่อง อาจจะอร่อยสำหรับคนญี่ปุ่น แต่มันไม่ถูกปากเรา

กินอิ่มแล้วก็ไปหาซื้อรองเท้าใหม่ให้ไอโกะ เพราะคู่ที่ใส่มามันเจ็บ ว่าไม่ได้เพราะแม่ไม่ยอมซื้อรองเท้าดีๆ ให้ลูกใส่ แต่ที่ซื้อใหม่ กลับถึงที่พักก็ไม่ถูกเท้าอยู่ดี สุดท้ายต้องซื้อใหม่ แล้วก็เอาไปเปลี่ยนเป็นของแม่ จบวันแรกด้วยการนอนหลับสบายกันทุกคนเพราะเพลียสุดๆ

ผู้ติดตาม


View My Stats