วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2550

รักแค่ไหน

วันหนึ่งไอโกะมาเล่าให้แม่ฟังว่า
"หม่าม้า วันนี้ไอโกะถามน้องว่า รักเจ๊ไอโกะมั้ย น้องบอกว่ารัก แล้วไอโกะก็ถามว่า รักแค่ไหน น้องก็ทำมือเท่าเนี้ย (สองมือห่างกันประมาณหนึ่งฟุต พร้อมกับสีหน้าผิดหวังเล็กๆ) แล้วไอโกะก็ถามว่า แล้วโอกิรักทุกคนมั้ย โอกิก็บอกว่ารัก รักแค่ไหน โอกิทำมืออย่างงี้เลย (แขนสองข้างกางไปสุดแขน)" ชั่วแว้บเดียวก็นึกได้แล้วก็บอกแม่ว่า "อ๋อ..โอกิรักไอโกะคนเดียวก็เลยน้อย แต่รักทุกคนมีหลายๆ คนก็เลยต้องเยอะกว่าไง" แล้วไอโกะก็ยิ้มได้ มิน่าล่ะพักนี้แม่รู้สึกว่าไอโกะสวยขึ้น เพราะไอโกะคิดบวกนี่เอง :)

ทะเลาะกัน

ตอนแม่กับอี๊นิจยังเล็กๆ เล่นแล้วก็ทะเลาะกันทุกวันเหมือนไอโกะกับโอกิเวลานี้เลย แม่จำได้ว่าเวลาทะเลาะกันมากๆ อาม่าจะขู่ว่าจะไม่ให้อยู่ด้วยกันแล้วทั้งสองคน จะส่งใครคนใดคนหนึ่งไปอยู่เมืองจีนแทน พอไอโกะกับโอกิทะเลาะกัน แม่ก็เลยเลียนแบบอาม่าบ้าง วันนั้นทั้งสองคนกำลังเล่นทราย โอกิเอาทรายใส่หัวไอโกะ ไอโกะก็โวยวายใหญ่ แม่เลยบอกโอกิว่า ไม่ให้เล่นแล้ว ไปอยู่เมืองจีนเลยนะ

โอกิมองหน้าแม่ ทำหน้าเครียดๆ เหมือนคิดๆ ว่าจะเอาไงดี สุดท้ายก็ยอมจำนน วางของเล่น แล้วเดินออกมาจากสนามรบ แต่พอเดินออกมาได้สี่ห้าก้าว ก็เหมือนนึกอะไรได้ เดินกลับไปหาไอโกะ แล้วก็ตีไอโกะใหญ่เลย ประมาณว่า เพราะเธอแท้ๆ เชียว ทำให้ฉันต้องไปเมืองจีน แม่ต้องดุซ้ำ โอกิถึงจะยอมถอยมาจริงๆ เสร็จแล้วก็เดินเข้าบ้าน ไปเก็บของรักของตัวเอง แล้วก็บอกว่า "เอาอันนี้ไปด้วย อันนี้ด้วย" แม่ถามว่าจะเอาไปไหน โอกิบอกว่า "ไปเมืองจีน"

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

การบ้าน อ.2 ห้องหนูน้อย 6

ไอโกะ...

การบ้านนี้ ไอโกะคิดเองคนเดียว แม่กับป่าป๊าไม่ได้ช่วยคิดเลย แค่ช่วยสะกดให้บางคำที่ไอโกะไม่แน่ใจว่าเขียนยังไงแค่นั้นเอง ตอนแรกที่แม่เห็นคำสั่ง ก็นึกสงสัยอยู่ในใจเหมือนกันว่า ครูให้การบ้านยากจัง ไอโกะจะหาเองได้ครบสิบคำหรือเปล่า หนูใช้เวลาไม่นานก็เอามาให้แม่ช่วยนับว่าครบสิบหรือยัง ดูแล้วก็คิดว่าการบ้านนี้ควรจะเก็บเป็นหลักฐานไว้ให้หนูดูตอนโตเสียหน่อย (เทอมนี้ลายมือสวยขึ้นเยอะเลยค่ะ)



วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

หย่านม

โอกิ...

เมื่อเดือนก่อนป่าป๊าเล่าให้แม่ฟังว่า น้องThird ลูกของอาเกรียงเพื่อนป่าป๊าได้ฤกษ์หย่านมแล้ว ฤกษ์นี้หมายถึงฤกษ์ดีที่ไปขอหมอดูมาเลยว่า จะหย่านมวันไหนดี แม่ฟังแล้วก็ขำเพราะเพิ่งเคยได้ยินว่าหย่านมต้องมีฤกษ์ด้วย เดือนนี้โอกิก็ครบสองขวบแล้ว ยังไม่มีฤกษ์หย่านมเลย ก่อนหน้านี้แม่กับป่าป๊าคุยกันว่า โอกิอาจจะเลิกยาก เพราะติดนมแม่มาก ป่าป๊าคิดว่าจะใช้วิธีพูดแหย่ไปเรื่อยๆ โอกิเลิกได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เลิกหรืออะไร

ช่วงใกล้ๆ วันเกิดโอกิ ก็มีแต่คนพูดว่า "สองขวบแล้ว เลิกกินนมหม่าม้าได้แล้ว" "โอกิโตแล้ว ยังกินนมหม่าม้าอีกเหรอ" แม่ไม่ทันได้คิดเลยว่าทุกคนล้วนแล้วแต่พูดเรื่องโอกิควรจะเลิกกินนมแม่อยู่ตลอดเวลา ไปไหนใครเห็นโอกิกินนมแม่ก็พูด เจอใครก็ทัก วันที่โอกิครบสองขวบ ทุกคนก็จะพูดแต่ว่า "เลิกได้แล้ว พอได้แล้ว" ทุกคนพูดด้วยความสนุกสนาน แหย่โอกิเล่นโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ใครจะรู้บ้างว่าโอกิรู้สึกอย่างไร

ที่ผ่านมา เวลาแม่ถามว่าเลิกได้ยัง ไม่กินได้มั้ย โอกิก็จะอมยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า แต่ในวันที่โอกิครบสองขวบ โอกิงอแงมาก จะให้แม่อุ้มอยู่ตลอดเวลา ตอนกลางคืนตื่นขึ้นมาร้องไห้หลายครั้ง แม่ให้กินนม โอกิก็ไม่ยอมกิน ร้องไห้งอแงพูดแต่ว่า "หม้าม้า ไม่เอา หม่าม้าไม่เอา" แม่ก็ไม่เข้าใจว่าโอกิเป็นอะไร ถามว่าไม่เอาอะไรก็บอกไม่ได้ บอกแต่ "ไม่เอา ไม่เอา" ออกอาการหงุดหงิดงอแงอย่างแรง เวลาที่แม่ไม่อยู่ด้วย โอกิก็จะเล่นได้อย่างร่าเริงเป็นปกติ แต่พอแม่มา โอกิก็จะมีอาการหงุดหงิดงอแง ร้องแต่ "ไม่เอา ไม่เอา"

แม่นึกไม่ออกว่าโอกิเป็นอะไร สุดท้ายถึงเดาได้ว่า โอกิน่าจะรู้สึกเครียดที่จะต้องเลิกกินนมแม่ แม่เลยบอกว่า "ไม่เป็นไร โอกิกินนมหม่าม้าต่อก็ได้ ยังไม่ต้องเลิกนะ" ดูเหมือนโอกิจะรู้สึกดีขึ้น แต่คนอื่นก็ยังพูดกันอยู่ทำนองว่าเลิกได้แล้ว แม่คิดว่าโอกิเป็นเด็กประหลาดมาก เพราะดูเหมือนโอกิกังวลกับเรื่องที่จะหย่านมแตกต่างไปจากเด็กทั่วๆ ไป

หลังจากวันเกิด โอกิก็ขอกินมนมแม่ปกติ แต่ดูเหมือนยังคงมีความกดดันอะไรบางอย่างอยู่บ้าง เพราะอีกสองสามวันถัดมา พอขึ้นห้องนอน โอกิก็พูดเองว่า "ไม่กินนม" แม่ก็แกล้งเฉยๆ พอเล่นเสร็จใกล้จะนอน โอกิก็มานัวเนียให้แม่อุ้ม ท่าทางหงุดหงิดงอแง แม่ถามว่า "กินนมมั้ย" โอกิก็บอกว่า "ไม่กิน" แม่ก็พยายามอุ้มให้นอน โอกิก็นอนไม่หลับ หงุดหงิดอยู่นั่น แม่ยืนจนเมื่อย แล้วก็เลยลงนั่งโซฟาถามโอกิใหม่ว่า "กินนมมั้ย" แล้วแม่ก็แกล้งเปิดเสื้อให้โอกิ โอกิเหลือบตามองแล้วก็บอกว่า "ไม่กิน..ไม่กิน.." แล้วก็ค่อยๆ เอียงตัวลงมากินนมแม่ หลับไปอย่างมีความสุข

คืนต่อมาไอโกะหลับไปก่อน โอกินั่งเล่นคนเดียว แม่นั่งทำงาน พอโอกิง่วงก็จัดการเก็บของเล่นทั้งหมดอย่างเรียบร้อย (เรื่องเก็บของเล่นนี้ แม่ว่าโอกิน่ารักกว่าไอโกะเยอะเลย) เดินมาหาแม่บอกว่า "อยากกินนม" โอกิก็กินแล้วหลับไปตามปกติ แต่พอกลางดึกตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้งอแงอีกเหมือนเดิม แม่ให้กินนมก็ไม่ยอมกิน ร้องไห้เสียงดังมาก จะให้แม่อุ้มเดิน ร้องจนป่าป๊าตื่นมาจัดการ ป่าป๊าอุ้มโอกิไปจากแม่ โอกิยิ่งร้องไห้หนัก แม่ได้ยินเสียงป่าป๊าตีโอกิสองสามเผียะ เสียงร้องก็เลยเงียบ แล้วป่าป๊าก็อุ้มโอกิมาให้แม่ แล้วก็บอกให้โอกินอนเงียบๆ พอแม่อุ้มโอกิ แม่ก็ถามเบาๆ ว่า "กินนมมั้ยครับ" โอกิตอบเสียงสะอื้นแผ่วๆ ว่า "ไม่กิน" แม่ก็เลยเงียบ ไม่พูดอะไร แต่ดูเหมือนโอกิรู้ว่าตัวเองพูดเบา กลัวแม่ไม่ได้ยิน เลยพยายามกลั้นสะอื้นพูดเสียงดังขึ้นว่า "ไม่กิ๊น..หม่าม้า..ไม่กิ๊น" แม่ฟังแล้วก็ทั้งขำทั้งสงสาร "ไม่กินก็ไม่กิน งั้นก็นอนนะครับ" โอกิพยายามจะไม่ร้อง แต่สุดท้ายก็แพ้ใจตัวเอง พูดออกมาว่า "หม่าม้า..อยากกินนม.." แม่รีบให้โอกิกินทันทีเลย น่าสงสารมาก

แม่คิดว่าโอกิเป็นเด็กประหลาดมาก เพราะดูเหมือนโอกิกังวลกับเรื่องที่จะหย่านมแตกต่างไปจากเด็ก ทั่วๆ ไป เด็กส่วนใหญ่ที่ติดนมแม่แล้วเลิกยากๆ มักจะไม่ยอมเลิก คือจะร้องไห้ เพื่อที่จะได้กินนม แต่โอกิร้องไห้เพราะอยากกิน แต่พยายามหักห้ามใจตัวเองที่จะไม่กิน แม่รู้สึกว่าโอกิเป็นคล้ายๆ ผู้ใหญ่ที่กำลังจะลดน้ำหนัก แบบคิดในใจทุกครั้งว่า "จะกินมื้อนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ คราวหน้าจะเลิกแล้ว" แต่พอถึงเวลาก็ทำใจไม่ได้ อะไรแบบนั้น

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550

Aiko's real diary



ปิดเทอมนี้ เจ๊ผิงมากรุงเทพเหมือนทุกครั้ง คราวนี้ทั้งสองคนโตขึ้น ทำให้เล่นกันได้สนุกขึ้น เมื่ออาทิตย์ก่อนกูโจ้ เอาสมุดบันทึกให้สองสาวคนละเล่ม บอกให้หัดเขียนไดอารี่ คราวนี้ไอโกะเลยมีไดอารี่ที่เขียนด้วยตัวเองจริงๆ แล้ว แม่เอามา scan เก็บไว้ให้ไอโกะดู ไอโกะเขียนไดอารี่เหมือนกันทุกวันเลย วันที่แม่เห็น เป็นวันที่ 11 ไอโกะเขียนไว้แล้ว พอเปิดไปเรื่อยๆ ก็มีเขียนวันที่ 12-13-14...รอไว้แล้ว แต่ยังไม่มีข้อความ พอถึงวันที่ 18 มีข้อความเขียนไว้แล้วด้วย แม่ถามว่า "ไอโกะ นี่มันยังไม่ถึงวันที่ 18 เลย ไอโกะเขียนไดอารี่ได้ยังไง" หนูทำหน้าไม่ค่อยถูกใจแล้วก็ตอบว่า "อ้าว.. ก็ไอโกะเขียนรอไว้ก่อนไง" (พอถึงวันนั้นก็เติมคำเฉยๆ ว่ากินข้าวกับอะไร ตอนเช้านี่กินโอวัลตินแน่ๆ ทุกวัน เขียนไว้ได้เลย :)

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2550

รักกันมั้ย

โอกิครับ

เดือนนี้โอกิก็จะครบสองขวบแล้วนะครับ น้ำหนักยังเท่าเดิมคือเก้ากิโล ทำไมเลี้ยงไม่โตเสียทีก็ไม่รู้ ถ้าไม่ใช่อาเน่เป็นคนทำอาหารให้โอกิกิน แม่คงต้องนึกว่าเป็นเพราะแม่ทำไม่อร่อยแน่ๆ กลางคืนโอกิก็ยังตื่นมากินนมแม่สามสี่ครั้งเหมือนเดิม ท่าทางคงจะเลิกนมแม่ได้ยากแน่ๆ เวลาแม่ถามว่าเลิกนมแม่ได้หรือยัง โอกิก็อมยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า

โอกิเริ่มพูดสองสามคำได้แล้ว ที่ชอบพูดบ่อยๆ ตอนนี้คือ อยากกิน อยากไป อยากถือ บางคำก็พูดไม่ชัด แม่ต้องให้ไอโกะแปลให้ วันก่อนแม่พาโอกิไปรับไอโกะที่โรงเรียน โอกินั่งไปได้สักพักก็พูดว่า หม่าม๊า อยากถือ แม่ก็ถามว่าอยากถืออะไร โอกิก็ชี้ไปข้างหน้าแล้วก็บอกว่า อยากถือ อยากถือ แม่ก็ถามซ้ำว่าถืออะไรล่ะ ถามกันอยู่อย่างนั้นจนแม่ก็หงุดหงิด โอกิก็หงุดหงิด สุดท้ายโอกิทนไม่ไหว เสียงดังขึ้นกว่าเดิมบอกแม่ว่า "ไม่ไจ้ หม่าม๊า ไม่ไจ้ อยากถืออออ" แม่เลยนึกได้ว่าโอกิคงอยากจะพูดว่า "อยากถึง" นั่นเอง พอแม่บอกว่า "อ๋อ โอกิอยากถึงใช่มั้ยครับ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว" คราวนี้โอกิยิ้มออกมาได้แล้วก็ตอบว่า "ไจ้" แหม กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง

ประโยคที่ยาวที่สุดที่โอกิพูดได้ตอนนี้คือ หม่าม้าค้าบ-ขอ..กิน..นม...หน่อย..อั๊บ โอกิพยายามพูดจนได้ เพราะ ถ้าไม่พูด แม่จะไม่ให้กิน

ไอโกะรักและเป็นห่วงน้องมาก แต่ก็มีเรื่องมาฟ้องแม่ทุกวัน "หม่าม้า..โอกิดึงผมไอโกะแล้วไม่ขอโทษ" "หม่าม้า...น้องแย่งของเล่นไอโกะอีกแล้ว" "หม่าม้า...น้องเอากระดาษไอโกะไปเขียนเล่น" "หม่าม้า...น้องไม่แบ่งขนมให้ไอโกะ" "หม่าม้า..จดหมายของไอโกะขาด ไอโกะไม่เห็น แต่สงสัยว่าน้องเป็นคนทำ" บางครั้งแม่ก็ถามไอโกะว่า "โอกิเป็นน้องที่ไม่น่ารักเลย เรายกโอกิให้เชียร์ดีมั้ย แล้วเดี๋ยวหม่าม้ามีน้องให้ไอโกะใหม่ อาจจะน่ารักกว่าโอกิก็ได้นะ" แต่ไอโกะก็ยืนยันทุกครั้งว่าไม่เอา

เชียร์เป็นเพื่อนซี้ไอโกะ เชียร์ไม่มีน้อง แล้วก็อยากมีน้องมาก ตอนที่ไปวัดด้วยกัน เชียร์ (รวมทั้งแม่ของเชียร์ด้วย) ชอบเล่นกับโอกิมาก โอกิก็ชอบเชียร์มากเหมือนกัน เวลาที่แม่ไปรับไอโกะที่ร.ร. เชียร์ก็มักจะถามถึงโอกิทุกครั้ง บางครั้งก็สั่งไอโกะด้วยว่า ให้บอกให้แม่พาโอกิมาด้วย

วันปิดเทอมที่ผ่านมา มีงานเลี้ยงที่ร.ร. แม่พาโอกิไปด้วย เชียร์เข้ามาจัดการดูแลเป็นอย่างดี ช่วยป้อนข้าว ป้อนน้ำ แล้วยังรู้จักเป็นห่วงโอกิด้วยนะ ตอนที่เชียร์เอาน้ำหวานของตัวเองให้โอกิกิน แล้วก็นึกขึ้นมาได้พูดออกมาว่า "อุ๊ย...เดี๋ยวโอกิติดหวัดหนู" แล้วก็จัดการเอาหลอดเดิมของตัวเองกลับด้าน แล้วค่อยให้โอกิกินใหม่ :)

เชียร์เดินไปไหน ก็จูงโอกิไปด้วย โอกิก็ยอมให้เชียร์จูงเป็นอย่างดี ขนาดไอโกะยังเข้ามากระซิบกับแม่ว่า "หม่าม้า..น้องยอมให้เชียร์จับมือด้วยนะ แต่กับไอโกะน้องสะบัดๆ ทุกครั้งเลย" ป่าป๊าพูดให้แม่ฟังเรื่อยๆ ว่าโอกิไม่ค่อยถูกกับไอโกะ เหมือนไม่ค่อยจะรักกันเท่าไหร่ ตอนที่ไอโกะมากระซิบแม่แบบนั้น ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็คงจะน้อยใจไปแล้ว แต่นี่เป็นเด็ก ก็เลยกลายเป็นเล่าให้ฟังเฉยๆ

จะว่าโอกิไม่ค่อยรักไอโกะก็ไม่เชิงมั้ง เพราะคราวก่อนที่ไปแม่กลอง ป้าอ๋อยเล่าว่าเอายาคูลท์ให้โอกิ แล้วโอกิก็ไม่ยอมไป ยืนรอแล้วก็บอกป้าว่า "ให้โกะด้วยๆ" แสดงว่ามีใจให้กันเหมือนกันล่ะน่า

ส่วนไอโกะนั้น แม้ว่าน้องจะทำให้ไม่ถูกใจบ่อยๆ แต่ก็รักน้องเหลือเกิน เวลาโอกิดื้อ จนต้องถูกป่าป๊าตี ไอโกะก็ต้องคอยบอกว่า "ป่าป๊า อย่าตีน้องแรงนะ เดี๋ยวน้องเจ็บ" อาทิตย์ที่แล้ว เราจะออกไปข้างนอกกัน โอกิเลือกชุดสีเหลืองแสนมอมแมมมาใส่ พอแม่เห็น แม่ก็บอกว่า "ชุดนี้ไม่หล่อเลย ไปเปลี่ยนก่อน ไม่งั้นไม่ต้องไปนะ" โอกิก็ออกฤทธิ์ด้วยการร้องไห้โวยวายทันที "ไม่เอาๆๆ" แม่ก็ยืนยันว่า "ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน ไม่งั้นไม่ต้องไป" ในระหว่างที่โอกิเปิดศึกกับแม่อยู่ พี่สาวผู้แสนดีก็ขี่ม้าขาวมาเลย "หม่าม้า...ก็น้องเลือกเอง น้องอยากใส่ชุดนี้ น้องไม่ยอมเปลี่ยน หม่าม้าให้น้องใส่เถอะ"

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550

ไปวัด

ไอโกะ-โอกิ

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว โรงเรียนหนูน้อยพานักเรียนและผู้ปกครองไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุนันทวนาราม 3 วัน 2 คืน คราวนี้เป็นไฟท์บังคับของชั้นไอโกะ คือปิดห้องเรียนไปกันเลย ถ้าใครไม่ไปก็ไม่ต้องไปเรียนเพราะไม่มีใครเหลือไม่ว่าครูหรือนักเรียน ตอนที่เราพาไอโกะไปสมัครเรียนที่นี่ ก็ได้รับข้อมูลก่อนแล้วว่า การไปปฏิบัติธรรมเป็นเงื่อนไขที่ทางโรงเรียนบังคับให้ผู้ปกครองต้องไปอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพื่อให้รู้ว่าโรงเรียนจะสั่งสอนอบรมลูกเราไปในแนวทางนี้ ประมาณว่า ถ้าผู้ปกครองไม่ยินดีไป และรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ก็ไม่ควรให้ลูกเรียนที่นี่

จริงๆ แล้ว แม่ก็ยินดีจะไปอยู่แล้ว เพราะคิดว่าการที่เราไปสงบจิตใจไม่ฟุ้งซ่านเสียบ้าง ก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ไปเสียที เพราะติดว่าโอกิยังเล็กมาก ทิ้งไปไม่ได้ เวลามีจดหมายมาถาม ก็ปฏิเสธมาตลอด แม่เคยอยากให้ป่าป๊าไปกับไอโกะสองคน แต่ป่าป๊าก็ไม่ยอมไป เพราะป่าป๊าคิดว่าคนเราทำความดีที่ไหนก็ได้ ไม่เห็นต้องไปทำที่วัดเลย ก็เป็นอันว่าไม่ได้ไปเสียที เวลาคุยกับผู้ปกครองคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เคยไปกันแล้วทั้งนั้น เว้นแต่ผู้ปกครองใหม่ๆ ไม่กี่คน

ตั้งแต่เปิดเทอม พอได้รู้กำหนดการว่าปีนี้ ยังไงก็ต้องไปแน่ๆ แล้ว แม่ก็รูสึกกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไงดี เพราะช่วงที่ต้องไป โอกิก็ยังไม่เต็มสองขวบดี ยังไม่หย่านมแน่ๆ ถ้าแม่ไปกับไอโกะสองคน โอกิจะทำยังไง ตอนแรกแม่ก็คิดว่าจะให้ป่าป๊าไปกับไอโกะแทน แต่ป่าป๊าก็ท่าทางไม่อยากไป แต่ลึกๆ แล้วแม่อยากให้ป่าป๊าไปมาก เพราะแม่ว่าป่าป๊าใจร้อน ถ้าไปน่าจะช่วยให้เย็นลงบ้าง (ที่จริงตั้งแต่แต่งกันมา จนทุกวันนี้ป่าป๊าก็เย็นลงเยอะแล้วล่ะ) ปีที่แล้วแม่ก็พยายามบอกให้ป่าป๊าไปกับไอโกะ เพราะคิดว่ายังไงแม่ก็ตั้งใจไปอยู่แล้วถ้าโอกิโตกว่านี้ แต่ป่าป๊าก็เลี่ยงมาตลอด

คราวนี้แม่คิดว่าป่าป๊าคงจะเลี่ยงไม่ได้แล้ว เพราะคุณครูบังคับ แม่เลยบอกให้ป่าป๊าเลือกระหว่าง ไปกับไอโกะสองคน หรืออยู่เลี้ยงโอกิที่บ้าน แล้วให้แม่พาไอโกะไป ป่าป๊าไม่ชอบทั้งสองอย่างเพราะไม่อยากไปวัด แล้วก็อยู่กับโอกิสองคนโดยไม่มีแม่ก็ไม่ได้แน่ เพราะโอกิติดแม่มากๆๆๆๆ ขนาดแม่เคยกลับบ้านช้า โอกิร้องโหยหา ป่าป๊าต้องโทรตามแทบไม่ทัน

สุดท้ายป่าป๊าก็เลยตัดสินใจว่าควรจะไปกันทั้งสี่คน แม่ก็เลยไปถามคุณครูว่าโอกิไปได้หรือเปล่า ก็ปรากฎว่าไปได้ แต่พอได้กำหนดการมา แม่ก็เครียดเหมือนกันเพราะ ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า ตีห้าครึ่งทำวัตรเช้า สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ สลับกันไปทั้งวัน คุณครูก็จะดูแลลูกให้ พ่อแม่ก็ไปปฏิบัติธรรม จะได้เจอลูกก็ตอนสองทุ่มเวลานอนเท่านั้นเอง ผู้ชายก็ไปนอนรวมกัน ผู้หญิงได้เป็นห้องส่วนตัวห้องละสองครอบครัว ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีพัดลม ห้องน้ำก็แยกต่างหาก

แต่พอไปแล้วที่อยู่ที่นอนก็ไม่ลำบากนัก สะอาด สะดวก แต่ไม่สบายเท่านั้นเอง วันแรกไอโกะก็ร่าเริงดี แม้ว่าจะไม่ได้เจอกันทั้งวัน มีเดินผ่านเห็นกันบ้างแว้บๆ แต่คืนที่สอง กำหนดการล่าช้าไปหน่อย กว่าจะเสร็จก็สามทุ่ม ไอโกะรอแม่จนร้องไห้ เด็กคนอื่นก็ร้องไห้กันหลายคนเหมือนกัน ส่วนโอกิได้อยู่กับแม่ทั้งวันมีความสุขสุดๆ เพราะเวลาอยู่บ้าน กลางวันไม่ได้อยู่ด้วยกัน

เพราะต้องคอยดูแลโอกิ เวลาที่ทุกคนสวดมนต์หรือนั่งสมาธิ แม่ก็จะนั่งกับโอกิด้านนอก เพราะโอกิคอยแต่จะขอกินนมอยู่ตลอดเวลา ถ้าไปนั่งรวมกับคนอื่น คงต้องทำให้เขาเสียสมาธิกันเป็นแถว โดยรวมแล้วเรียกว่าโอกิมีพฤติกรรมใช้ได้ทีเดียว ไม่งอแงโวยวายหรือซนจนทำให้ผู้อื่นรำคาญ ป่าป๊าบอกว่าเป็นเพราะโอกิได้อยู่กับแม่ 24 ช.ม. ทำให้มีความสุข เลยพลอยทำตัวน่าเอ็นดูได้ไม่ยาก

สรุปแล้วการไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ก็ลุล่วงไปด้วยดี ป่าป๊าก็รู้สึกยอมรับได้มากขึ้นกับการไปวัดแบบนี้ ปีหน้าก็คงไปกันได้อีก พาลูกไปในที่สมควรไปแบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอาเน่มาเล่าให้แม่ฟังว่า ตอนที่พาโอกิไปเล่นหน้าบ้าน อยู่ดีๆ โอกิก็เดินตรงตามเส้นกลางถนน เอามือจับกันไว้ข้างหน้า แล้วก็บอกอาเน่ว่า เดินกม เดิมกม อาเน่นึกอยู่ตั้งนานกว่าจะรู้ว่าโอกิเดินจงกรม คงเป็นเพราะโอกิเห็นทุกคนเดินจงกรมกันที่วัดบ่อยๆ เลยจำมาทำบ้าง

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ผลงานไอโกะ




ไอโกะ...

ตั้งแต่หนูเริ่มขีดๆ เขียนๆ อะไรได้ ป่าป๊าก็บอกให้แม่เก็บผลงานของหนูไว้ จริงๆ แล้วแม่ก็ขี้เกียจเก็บ แต่ก็นึกว่าเก็บไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน พอหนูเริ่มไปโรงเรียน ทุกครั้งที่จบเทอม คุณครูก็จะมอบผลงานที่ไอโกะทำในชั้นเรียน ทั้งงานประดิษฐ์ รูปวาด งานปั้น สารพัด ซึ่งบางทีก็ดูคล้ายๆ เศษขยะมากกว่าผลงานคืนมาให้ ป่าป๊าก็บอกให้แม่เก็บไว้ให้ดีอีก แต่แม่ไม่อยากเก็บ เพราะแม่ไม่ค่อยชอบเก็บของ

แม่คิดว่าตอนที่ป่าป๊าบอกให้เก็บนั้น ป่าป๊าคงไม่รู้หรอกว่าไอโกะจะสร้างสรรค์ผลงานได้มากมายขนาดไหน นี่ไอโกะยังไม่ขึ้นป.หนึ่งเลย แม่เก็บผลงานไอโกะไม่ไหวแล้ว เพราะไอโกะเขียนจดหมายให้แม่กับป่าป๊าทุกวัน บางครั้งแม่เผลอวางทิ้งไว้ ไอโกะก็จะถามว่าทำไมไม่เก็บไว้ให้ดี

แม่ไม่รู้ว่าพอไอโกะโตๆ แม่จะยังเก็บผลงานไอโกะไว้ได้แค่ไหน แต่ตอนนี้มีบางอันที่แม่รู้สึกประทับใจ แม่ก็เลย scan เก็บไว้ แม่เพิ่งจะอ่านหนังสือ "อัจฉริยะสร้างได้" ที่อี๊นิจซื้อมา เขาพูดถึงอัจฉริยภาพ 8 ประการของมนุษย์ แม่คิดว่าถ้าแม่รู้จักที่จะช่วยแนะนำและสอนหนูได้ถูกทาง หนูอาจจะมี "อัจฉริยภาพทางภาษา" ได้จริงๆ เพราะเวลานี้หนูเริ่มอ่านหนังสือได้เยอะแล้ว ครูชื่นบอกว่าไอโกะเป็นผู้ช่วยครูได้มากเลย เวลาที่เพื่อนๆ อ่านไม่ออก คุณครูก็จะให้ไปถามไอโกะ หนูเริ่มแต่งประโยค และเขียนคำพูดต่างๆ ได้เอง

เมื่อสามสี่เดือนก่อน ป่าป๊าบอกกับไอโกะว่า ถ้าไอโกะอายุครบห้าขวบเมื่อไหร่ ไอโกะจะต้องอ่านหนังสือด้วยตัวเองทั้งหมดแล้ว จะไม่มีใครอ่านให้ฟังแล้วนะ ไอโกะก็รับปากและเข้าใจ แม่หวังว่าไอโกะจะทำตามสัญญานะ เพราะทุกวันนี้เวลาก่อนนอน ไอโกะก็จะต้องเอาหนังสือมาให้แม่อ่าน โอกิก็จะต้องกินนม แล้วทั้งสองคนก็จะต้องการแม่พร้อมๆ กันเลย เฮ้อ!

ปล.มีอยู่วันหนึ่งแม่ไปรับไอโกะช้ากว่าปกติ ตอนแรกแม่คิดว่าไอโกะจะบ่น แต่ไอโกะกลับบอกแม่ว่า "พรุ่งนี้ไอโกะอยากให้หม่าม้ามารับช้ากว่าวันนี้นิดนึง" แม่ถามว่าทำไม ไอโกะก็บอกว่า "เพราะว่าบุ๊ค จีรภัทร กลับบ้านช้า ถ้าไอโกะกลับเร็ว บุ๊คจีรภัทร ก็ไม่มีเพื่อน" รู้จักเห็นใจเพื่อนด้วยนะเนี่ย

เด็กมีปัญหา

ไอโกะ...

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีการนำเสนอร่องรอยการเรียนรู้ของเด็กหลังจากเรียนจบครึ่งเทอมแรก ที่โรงเรียนหนูน้อยจะแบ่งการเรียนรู้ในแต่ละปีเป็น 4 องค์ (เทอมละ 2 องค์) พอเปิดเทอมปุ๊บ ทางโรงเรียนก็จะส่งแผนมาให้ผู้ปกครองดูเลยว่าแต่ละองค์จะเรียนเรื่องอะไร พอจบองค์ก็เชิญไปดูไปชมว่าลูกๆ เรียนอะไรไปบ้าง มีการแสดงผลงานของลูกๆ ให้ดู

ปีแรกที่ไอโกะไปเรียน แม่กับป่าป๊าก็ไปดูการนำเสนอร่องรอยการเรียนรู้ (แม่ว่าเรียกว่าประชุมผู้ปกครองน่าจะง่ายกว่า) ด้วยกันทั้งสองคน ครั้งแรกที่ไปก็ไปกันมือเปล่า พอไปถึงก็พบว่าพ่อแม่คนอื่นๆ มีกล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอไปถ่ายรูปลูก ถ่ายรูปผลงานต่างๆ แม่ก็งงๆ เหมือนกัน เพราะไม่ได้คิดมาก่อนว่าเราควรจะต้องใส่ใจกับเรื่องลูกกันขนาดนี้ พอครั้งที่สองป่าป๊าก็เลยเอากล้องไปถ่ายบ้าง แต่พอชักบ่อยๆ เข้า (ก็ปีละ 4 ครั้งนี่นะ) แม่ก็ชักจะขี้เกียจถ่ายแล้วล่ะ ครั้งสุดท้ายนี่แม่ไปคนเดียว เอากล้องไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ถ่ายอะไรเลย

ปีนี้ไอโกะก็ยังอยู่กับครูชื่นเหมือนเดิม แต่ครูเหน่งเปลี่ยนไปสอนชั้นประถม แล้วมีครูแป๋มมาแทน ตั้งแต่แรกที่ไอโกะไปโรงเรียนใหม่ๆ ก็มีปัญหากลัวครูชื่น จนเกือบจะไม่ไปโรงเรียน พอผ่านมาได้ แม่ก็รอๆ ว่าพอเลื่อนชั้น ไอโกะจะได้เปลี่ยนคุณครูประจำชั้นเสียที แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้เปลี่ยน ครูชื่นก็ตามมาสอนเรื่อยไป จนแม่หมดหวังแล้วว่า ไอโกะจะได้เปลี่ยนคุณครูประจำชั้นเมื่อไหร่

จริงๆ แล้วครูชื่นก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่แม่คิดว่าถ้าไอโกะได้เปลี่ยนคุณครูบ้าง พัฒนาการด้านสังคมของไอโกะอาจจะดีขึ้นกว่านี้ คราวนี้แม่ได้คุยกับครูชื่นต่อหลังจากการประชุมเสร็จ ครูชื่นบอกว่าไอโกะยังมีปัญหาในการเข้ากับคนอื่น เก็บตัว ไม่ยอมพูด ขาดความมั่นใจในการแสดงออก แล้วครูชื่นก็เอาวิดีโอที่ถ่ายไว้ให้แม่ดู ไอโกะนั่งเล่นบล็อกไม้คนเดียว ไม่เข้ากลุ่มเล่นกับเพื่อน ครูชื่นบอกว่าไอโกะจะเล่นกับเพื่อนที่สนิทอยู่สองสามคนเท่านั้น

ครูชื่นคิดว่าการที่ไอโกะเป็นแบบนี้ อาจจะมีผลมาจากทางบ้าน คือ สอนหนูแบบบอกว่าอะไรถูก อะไรผิดชัดเจนเกินไป ทำให้หนูมีความรู้สึกกลัวผิด และไม่กล้าทำหรือพูดอะไร ถ้าไม่มั่นใจว่าถูกแน่ๆ แม่ว่าที่ครูชื่นพูดก็อาจจะมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่แม่ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ บางทีถ้าได้พาไอโกะไปพบนักจิตวิทยา เราอาจจะได้คำตอบที่ดีกว่านี้ แต่ครูชื่นไม่เห็นด้วยกับแม่ เพราะครูชื่นไม่คิดว่าไอโกะมีความผิดปกติมากจนถึงขนาดต้องไปพบจิตแพทย์

หลังจากที่คุยกับครูชื่น แม่ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะเรื่องที่ไอโกะขี้อาย ไม่มั่นใจ กลัวคนแปลกหน้า และร้องไห้ง่ายๆ เมื่อเจอกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนนั้น เป็นเรื่องที่แม่รู้สึกว่าเป็นปัญหามากๆ อยู่ก่อนแล้ว พอครูชื่นมาคุยกับแม่แบบนี้อีก แม่ก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ตกลงพฤติกรรมของไอโกะเป็นธรรมชาติของเด็กขี้อายที่โตแล้วจะดีขึ้น หรือเป็นเรื่องที่ควรได้รับการแก้ไขก่อนที่จะกลายเป็นปัญหามากกว่านี้กันแน่

สุดท้ายแม่ก็เลยไปพบครูอ๋อซึ่งเป็นครูใหญ่ แล้วฝากให้ดูไอโกะให้ด้วย เพราะแม่คิดว่าครูอ๋อมีประสบการณ์ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กมามากกว่า ครูอ๋อบอกแม่ว่า ไม่ต้องกังวล บางทีครูประจำชั้นก็ตัดสินเด็กผิดๆ ได้เหมือนกัน เราเป็นแม่ สังเกตลูกที่บ้านก็ควรจะรู้ว่าลูกมีความสุขหรือไม่ พฤติกรรมของไอโกะที่แม่บอกก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติจนต้องกังวล แล้วครูอ๋อก็บอกว่าจะคอยดูให้ แม่ก็ไม่ได้คิดว่าครูอ๋อจะช่วยดูให้จริงๆ จังๆ หรอก แต่ก็รู้สึกสบายใจขึ้น แต่ก็คิดว่าแม่อาจจะลองหานักจิตวิทยาปรึกษาดูบ้าง

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

เข้าใจผิด


โอกิครับ

ช่วงนี้อาม่าไม่สบาย ต้องอยู่โรงพยาบาล แม่เลยต้องไปโรงพยาบาลทุกวัน กว่าจะกลับก็ค่ำแล้ว พอฟ้าเริ่มมืด โอกิก็จะเริ่มคิดถึงแม่ งอแง อารมณ์ไม่ดี เมื่อวานนี้ป่าป๊าซื้อเสื้อเหลืองมาให้ไอโกะใหม่ตัวหนึ่ง ป่าป๊าเรียกไอโกะให้มาลองเสื้อใหม่ พอเห็นไอโกะลองเสื้อ โอกิก็อยากลองบ้าง เดินวนไปวนมาปากก็บอกว่า "ลอง..ลอง..ลอง" ไม่หยุดจนป่าป๊าต้องบอกให้ไอโกะถอดเสื้อให้โอกิลองด้วย พอได้ลอง โอกิชอบใจมาก เดินยิ้มถูกใจ ไม่ยอมถอด ไอโกะซึ่งเป็นเจ้าของตัวจริงก็เริ่มไม่สบอารมณ์ "ทำไมน้องไม่คืนเสื้อไอโกะเสียที" ป่าป๊าพยายามจะหว่านล้อมขอให้ถอดเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล จนสุดท้ายป่าป๊าเลยบอกว่า "ถ้ายังงั้น หม่าม้ากลับมาเมื่อไหร่ ต้องถอดคืนเจ๊ไอโกะเลยนะครับ" พอได้ยินชื่อหม่าม้า โอกิก็หยุดคิดนิดนึง แล้วก็บอกให้ "ถอด..ถอด" โดยดี พอถอดเสื้อเสร็จ โอกิก็พูดว่า "หม่าม้า..หม่าม้า.." แล้วก็เริ่มจะงอแงเมื่อหาแม่ไม่เจอ ป่าป๊าบอกว่าโอกิเข้าใจผิด นึกว่าถ้าถอดเสื้อเมื่อไหร่ จะได้เจอแม่นั่นเอง เพราะทุกครั้งเวลาป่าป๊าต่อรองอะไร ก็จะใช้วิธีคล้ายๆ กันแบบนี้ คือ "ถ้าหยุดร้องไห้ ถึงจะพาไปหม่าม้า" "เอาขยะไปทิ้งก่อน จะได้ขึ้นไปหาหม่าม้า"

มีอยู่ครั้งนึงที่ป่าป๊ากับแม่เปลี่ยนรถกันใช้ เพราะป่าป๊าจะเอารถแม่ไปขนของ วันนั้นป่าป๊ากลับถึงบ้านก่อน ทุกครั้งที่แม่เลี้ยวรถเข้าบ้าน โอกิจะรออยู่ตรงหน้าต่าง แล้วก็ยิ้มรอด้วยความดีใจ คราวนี้แทนที่จะเห็นแม่ กลายเป็นป่าป๊าแทน โอกิรีบเดินไปที่ประตู ป่าป๊าบอกว่าโอกิเดินสวนป่าป๊าออกไปเลย ไม่มีทักทาย แล้วเรียกหา "หม่าม้า..หม่าม้า.." ป่าป๊าต้องตามไปอุ้มโอกิกลับมาแล้วบอกว่า "หม่าม้ายังไม่กลับครับ หม่าม้าไปรับเจ๊ไอโกะ" ป่าป๊าเล่าว่าพอเข้ามาในบ้านแล้ว โอกิก็ยังทำใจไม่ได้ พอทุกคนเผลอ โอกิยังเดินไปที่หน้าต่างมองไปที่รถแม่แล้วตะโกนเรียกอีกทีว่า "หม่าม้า...หม่าม้า"

7-7-7


โอกิครับ

วันนี้ตอนขับรถกลับบ้านแม่ฟังวิทยุ มีข่าวผู้หญิงคลอดลูกบนรถแท้กซี่ ทะเบียนรถ 7777 วันที่ 7 เดือน 7 ปี 07 ฟังแล้วก็รู้สึกทึ่งว่าทำไมมันบังเอิญได้เข้าท่ามาก แม่คิดในใจว่าเด็กคนนี้คงจะเป็นคนที่ใครๆ ก็จะจำวันเกิดเขาได้แม่นทีเดียว

พอกลับมาถึงบ้าน ฝนตกหนัก แม่เดินเข้าบ้าน โอกิมายืนรอด้วยความคิดถึงเหมือนเดิม สวัสดีแม่แล้วก็มาเกาะแข้งเกาะขาร้อง นม นม นม ตามเคย แม่อุ้มโอกินั่งที่โซฟา ก่อนจะให้กินนม แม่บอกให้โอกินับหนึ่งถึงสิบให้ฟังก่อน โอกิก็เริ่มนับ หนึ่ง สอง สาม จนถึงสิบ บางตัวยังไม่ค่อยชัด แต่ก็นับได้เอง เรียงลำดับอย่างถูกต้อง เจ๊ไอโกะ กับจี่จี๊โชวที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ก็พลอยลุ้นไปด้วย พอโอกินับครบสิบ ทุกคนก็ตื่นเต้นกันใหญ่ เจ๊ไอโกะรีบวิ่งไปหลังบ้าน ตะโกนเล่าให้อาเน่ฟังว่า "อาเน่ หม่าม้าให้น้องนับเลข น้องก็นับ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ นับได้เองเลยนะอาเน่"

วันนี้เป็นวันที่โอกินับเลขหนึ่งถึงสิบได้เป็นครั้งแรก แม่คงจะจำวันนี้ได้แม่นเพราะมันมีเหตุการณ์คนคลอดลูกประกอบด้วย จริงๆ แล้วโอกิเพิ่งจะเริ่มนับเลขให้แม่ฟังได้เมื่อสักอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง แต่เป็นการนับตามที่แม่พูดทีละคำ ความจริงพอโอกิเริ่มนับเลขตามแม่ได้ แม่ก็ดีใจแล้วเพราะใครๆ ก็ได้แต่ว่าโอกิไม่ยอมพูดเสียที ตอนเจ๊ไอโกะขวบครึ่ง เจ๊ไอโกะนับหนึ่งถึงสิบได้แล้ว แต่โอกิยังไม่พูดเลย กูเจินก็แซวอยู่เรื่อยว่าเมื่อไหร่จะเรียนคุมองได้เสียที ป่าป๊ากับอี๊นิจก็ว่าแม่ไม่ค่อยสอนโอกิมากเหมือนไอโกะ พอโอกินับหนึ่งถึงสิบได้เองแล้วแบบนี้ แม่ก็รู้สึกโล่งใจมาก แม้จะช้ากว่าเจ๊ไอโกะไปสองสามเดือน แต่ก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว

ทุกวันนี้แม่ยังนึกดีใจว่าทั้งโอกิและไอโกะโชคดีมากที่แม่ได้มีโอกาสเคยเป็นครูคุมองมาก่อน ทำให้แม่ได้ความรู้ดีๆ มาใช้กับทั้งสองคนได้หลายอย่าง ถ้าแม่ไม่ได้เรียนรู้มาจากคุมอง แม่คงไม่มีความอดทนและความพยายามที่จะสอนลูกขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างที่ทั้งสองคนยังพูดไม่ได้ เวลาที่แม่พูดให้ฟังข้างเดียว เหมือนโยนก้อนหินลงบ่อน้ำ คือโยนเท่าไหร่ก็จมหายไปหมด แม่นับให้ไอโกะและโอกิฟังทุกวันเวลาที่กินนมแม่ ถ้าเฉลี่ยวันละ 5 ครั้ง โอกินับได้เองตอนอายุ 1 ปี 8 เดือน นับเป็นวันก็ประมาณ 600 วัน เท่ากับโอกิได้ยินแม่สอนให้นับหนึ่งถึงสิบนี้ถึง 3000 ครั้งทีเดียว กว่าที่จะนับได้เอง

ตอนที่แม่สอนคุมองมีเด็กอนุบาลคนหนึ่งต้องใช้เวลากว่าสามเดือนถึงจะจำเลขสามได้ คุณแม่เขาบ่นกับแม่เยอะมากว่าทำไมลูกเขาถึงจำไม่ได้เสียที เวลานั้นแม่ก็ได้แต่บอกให้เขาพยายามสอนบ่อยๆ สิบครั้งไม่ได้ ก็ต้องร้อยครั้ง ร้อยครั้งยังจำไม่ได้ ก็ต้องพันครั้ง ด้วยความที่รู้แต่ทฤษฎีแต่ไม่มีประสบการณ์ แม่ก็ต้องยอมรับว่าเวลานั้นแม่ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเด็กคนนั้นจะเรียนได้หรือเปล่า แต่ในที่สุดเขาก็จำได้

จากประสบการณ์ที่ได้รับในการสอนคุมอง ทำให้แม่คิดว่าคุมองช่วยให้แม่สอน Life Skill ให้ลูกได้ง่ายขึ้นจริงๆ ความอดทน ความพยายาม ความไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบาก ความล้มเหลว ความสำเร็จ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ คุณสมบัติทุกอย่างที่พ่อแม่คาดหวังอยากให้มีในตัวลูก ทั้งหมดนี้แม่คิดว่าการเรียนคุมองช่วยให้เด็กทุกคนสร้างสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่รู้ตัว สาเหตุสำคัญที่แม่ให้ลูกเรียนคุมองก็เพราะ Life Skill เหล่านี้ต่างหาก ไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะ หรือเรียนเก่งเหมือนคนอื่น แม่ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทั้งสองคนจะเรียนคุมองจนเป็น completer ได้หรือเปล่า แต่แม่อยากให้ทั้งสองคนรู้ว่าถ้าลูกทำได้ แม่จะภูมิใจมาก เพราะแม่คิดว่าการเป็น completer ของคุมองมีความหมายมากกว่าการจบมหาวิทยาลัยเสียอีก

ปล. เมื่อสองสามวันก่อน โอกิไม่สบาย ไอแบบมีเสมหะ ป่าป๊าพาไปหาหมอได้ยามากินหลายขวด ยาแก้อักเสบหมอบอกให้แช่ตู้เย็น พอวันรุ่งขึ้นป่าป๊าก็ไปหยิบยามาให้อาเน่ป้อน เสร็จแล้วก็เอาไปเก็บในตู้เย็น พอจะเก็บป่าป๊าก็เหลือบไปเห็นยาอีกขวดหนึ่ง ป่าป๊าก็เลยดูขวดที่เพิ่งเอาให้โอกิกิน เห็นฉลาก "โรงพยาบาลสัตว์" ป่าป๊าตกใจมาก ร้องเสียงหลง บอกอาเน่ว่า "หม่า..โอกิมันกินยาหมา ของไอ้จู๋ ของโอกิมันขวดนี้" พอตั้งสติได้ก็นึกได้ว่ายาหมา ก็คงเหมือนยาคน แล้วก็เป็นยาแก้อักเสบเหมือนกัน คงไม่เป็นไร พอกลางคืนโอกิร้องไห้เสียงแปลกๆ แม่เลยบอกป่าป๊าว่า "นี่ไง โอกินกินยาหมา ร้องเหมือนหมาแล้วเนี่ย"

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เสนอหน้า


โอกิครับ

แม่คิดว่าแม่เขียนเรื่องเกี่ยวกับโอกิน้อยจังเลย อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้แม่มีอะไรที่ต้องทำเยอะแยะไปหมด ไม่เหมือนตอนไอโกะเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไรต้องทำมาก แล้วโอกิก็พูดช้ากว่า ทำให้วีรกรรมแต่ละอย่างนำมาเขียนมาเล่าได้ลำบาก แม่บอกให้ป่าป๊าช่วยเขียน ป่าป๊าก็มัวแต่ชุลมุนวุ่นกับการทำบ่อปลาร้อยปี ทำไม่เสร็จเสียที

อี๊นิจก็บ่นกับแม่เหมือนกันว่าไม่ค่อยสอนโอกิ เหมือนไอโกะ โอกิชอบโวยวายร้องกรี๊ดๆ อี๊นิจกลัวว่าโอกิจะอาละวาดกลางห้างเหมือนที่เคยเห็นเด็กคนอื่นทำ ถึงแม้ว่าแม่กับป่าป๊าจะเข้มงวดกับโอกิน้อยกว่าไอโกะ แต่ก็ไม่คิดว่าจะปล่อยให้โอกิทำแบบนั้นได้หรอกนะ

ความจริงช่วงนี้แม่รู้สึกว่าโอกิเริ่มจะอยากพูดมากขึ้น เรียกใครต่อใครเสียงดังไปหมด โดยเฉพาะป่าป๊า กับอาเน่ ส่วนแม่ก็จะเรียกเป็นเหม่เหม่ ตามภาษาพม่าได้ชัดกว่า เวลาจะให้เปิดทีวีให้ดู ก็จะหยิบรีโมทมาส่งให้แล้วก็พูด กอไก่ พร้อมกับส่ายก้นเต้นไปด้วย เพราะโอกิชอบเสียงเพลงมาก ได้ยินทีไรเป็นต้องเต้นตามทุกที

นอกจากนั้นแล้ว โอกิยังชอบเสนอหน้าในทุกๆ เรื่องอีกด้วย ใครพูดอะไรกันจะต้องมีส่วนร่วมด้วยเสมอ เวลามีใครมาบ้าน แล้วแม่บอกไอโกะว่าเดี๋ยวต้องสวัสดีด้วยนะคะ โอกิจะรีบเดินไปที่ประตูก่อนเลย แล้วก็รีบยกมือไหว้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงคิวตัวเอง

เมื่อวานนี้ไอโกะโดนเสี้ยนตำมือ ป่าป๊าตาไม่ดีเลยพาไอโกะขึ้นมาหาแม่ แล้วให้แม่ช่วยดูให้ว่ายังมีเสี้ยนฝังอยู่หรือเปล่า แม่ดูแล้วก็ไม่เห็น เลยทายาให้ไอโกะ พอไอโกะลงไปแป๊บเดียว ป่าปีาก็ต้องพาโอกิขึ้นมา พอเจอหน้าแม่ โอกิรีบยื่นมือมาให้ดูแล้วก็ร้องว่า "อื๊อๆ" แม่ถามว่าเป็นอะไร ป่าป๊าเล่าไปขำไปว่า ตอนที่พาไอโกะลงไปข้างล่าง เจอโอกิรออยู่ที่บันได ยื่นมือมาให้ดู แล้วก็ชี้ๆ ขึ้นมาข้างบน ป่าป๊าก็งงๆ แล้วก็นึกได้ว่า โอกิเห็นว่าไอโกะมือเจ็บแล้วก็ได้ขึ้นมาหาแม่ข้างบน โอกิอยากมาหาแม่บ้างเลยมีแผนประกอบว่า ตัวเองก็เจ็บมือเหมือนกัน ให้ช่วยพาขึ้นไปด้วย ใช้ได้ทีเดียว

ไอโกะกับโอกิก็ชอบแย่งของเล่นกันเหมือนเด็กทั่วๆ ไป แม่ก็พยายามจะว่าทั้งสองคนพอๆ กัน ไม่ใช่ว่าน้องต้องยอมพี่ หรือพี่ต้องยอมน้องทุกครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วไอโกะก็จะยอมมากกว่าอยู่ดี เพราะโตแล้วและพูดรู้เรื่องมากกว่า วันก่อนไอโกะก็เดินมาฟ้องแม่อีกว่า "น้องแย่งกระติกน้ำไอโกะไปเล่นอีกแล้ว" แม่บอกไอโกะว่า "ให้น้องเล่นก่อน เดี๋ยวน้องก็เบื่อ วางแล้วไอโกะค่อยเอามาเล่น" ไอโกะก็บอกว่า "พอน้องวาง แล้วไอโกะหยิบ น้องเห็น น้องก็อยากได้อีก" แม่ก็เลยถามว่า "แล้วไอโกะอยากให้หม่าม้าทำยังไง อยากให้ตีน้องมั้ย" ไอโกะก็ทำท่าคิดหนัก ไม่รู้จะทำยังไงดี แม่เลยบอกว่า "งั้นไอโกะลองไปหาอย่างอื่นมาแลกกับน้องสิ"

แล้วแม่ก็นึกได้ว่ามีขนมอยู่ในตู้เย็นที่โอกิชอบ แม่เลยบอกให้ไอโกะเอาไปให้น้อง พอไอโกะเห็นขนม ไอโกะก็อยากกินด้วย แม่เลยแบ่งครึ่ง ไอโกะเดินเเอาไปให้โอกิครึ่งหนึ่ง แม่มองตามไป ปรากฎว่า โอกิหันไปสนใจขนมแทน ไอโกะหยิบกระติกน้ำชูให้แม่ดู ทำหน้าอมยิ้มว่า "แผนสำเร็จแล้ว"

จริงเหรอ...ไอโกะ


แม่ไปรับไอโกะที่โรงเรียน พอขึ้นรถได้ หนูก็รีบเล่าให้ฟังว่า
"วันนี้คุณครูให้วิ่งไปแตะที่ประตูสีขาว ที่หม่าม้ามารับไอโกะน่ะ พอไอโกะจะถึง มันก็เหมือนจะล้ม แต่ไม่ล้ม แล้วมือไอโกะก็โดนไม้ เลือดไหลนิดนึง เจ็บมากเลย"
"แล้วไอโกะร้องไห้หรือเปล่า"
"ไม่ร้อง" แล้วก็เล่าต่อว่า
"คุณครูให้ผู้ชายวิ่งก่อน แล้วก็ให้ผู้หญิงวิ่ง ตอนที่ไอโกะวิ่งน่ะ เพื่อนผู้ชายก็บอก ไอโกะสู้ๆ คนเดียวเลย"
"คนเดียวเลยเหรอ"
"คนเดียว"
"แล้วตอนคนอื่นวิ่ง ไม่มีเพื่อนบอกสู้ๆ เหรอ"
"ไม่"
"แล้วทำไมเพื่อนๆ ไม่เชียร์คนอื่น เหมือนเชียร์ไอโกะล่ะ"
"ไอโกะไม่รู้..."

วันต่อมา ไอโกะขี่จักรยานเล่นหน้าบ้าน แล้วบอกแม่ว่า
"หม่าม้า...สงสัยขาจะแข็งแรงมากๆ นะ เพราะไอโกะวิ่งก็เร็วกว่าเพื่อนๆ ขี่จักรยานก็ถึงก่อนจี่จี๊โชว..."

อีกวันหนึ่ง ไอโกะนั่งรถกลับบ้านตอนเย็น แม่คุยโทรศัพท์อยู่ ไอโกะเอามือจับหน้าอกข้างซ้าย ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แล้วก็พูดเสียงตกใจว่า
"หม่าม้า...ไอโกะรู้สึกเหมือนหัวใจมันจะไม่เต้น"
ถ้าวันก่อนครูชื่นไม่ขอให้ผู้ปกครองเอาหนังสือเกี่ยวกับร่างกายของเราไปให้ แม่คงงงเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับไอโกะ ดีว่ารู้ก่อน แม่เลยจับหน้าอกไอโกะแล้วก็บอกว่า
"นี่ไง..หม่าม้าจับดูยังรู้สึกว่ามันเต้นเลย"
ท่าทางไอโกะก็ยังคาใจ ทำหน้าไม่ค่อยเชื่ออยู่ จนแม่ต้องบอกว่า
"ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวไอโกะกลับไปให้ป่าป๊าช่วยจับดูที่บ้านก็ได้นะ"
พอถึงบ้าน แม่เล่าให้ป่าป๊าฟัง ป่าป๊าก็ช่วยให้ไอโกะจับจนรู้สึกว่าหัวใจเต้น ไอโกะถึงยิ้มออกมาได้



วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ออสเตรเลีย 1

ในที่สุดเราสี่คนก็ได้ไปเที่ยวต่างประเทศกันเป็นครั้งแรก เนื่องจาก SCB เค้าใจดี ลดคะแนนแลกตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ-ซิดนีย์ จากสองแสนคะแนนเหลือห้าหมื่นกว่า ทำให้เราแลกตั๋วฟรีได้ 3 ใบ แล้วก็ซื้อเพิ่มของโอกิซึ่งเป็นตั๋วเด็กอีกหนึ่งคน ทำให้แม่ตัดสินใจไปเที่ยวครั้งนี้ได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าเราต้องจ่ายกันเต็มๆ ทุกคน แม่คงคิดนานทีเดียว

ตอนที่คิดว่าจะไปก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไปก็ไป แต่ตอนที่เตรียมการจองรถ จองโรงแรม วางแผนว่าจะไปไหน ไปยังไงนี่ เล่นเอาแม่เวียนหัวอยู่เหมือนกัน เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราจะไปกันเอง แล้วแม่ก็ร้างลาการเดินทางแบบตะลอนทัวร์มาเป็นปีแล้ว อีกอย่างหนึ่งแม่ก็รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้แม่รู้สึกใจไม่ค่อยกล้าเหมือนสมัยก่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีลูก หรือเพราะแก่กันแน่

หลังจากเตรียมแผนการณ์จนลงตัวแล้วว่าจะไปไหนยังไง พอใกล้จะถึงวันเดินทางจริงๆ ก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ พอสมควรว่า มันจะเป็นยังไงน้า โอกิจะร้องบนเครื่องบินหรือเปล่า ขับรถเองจะหลงมั้ย จะโดนตำรวจจับหรือเปล่า สารพัดจะกังวล ขนาดว่าถ้ายกเลิกการเดินทางได้ อาจจะเปลี่ยนใจไม่ไปเหมือนกัน

แต่ในที่สุดเราก็ไปออสเตรเลียกันจนได้ ตามแผนที่แม่วางไว้คือ เราบินไปลงซิดนีย์ตอนเช้า แล้วขับรถไปเมลเบิร์นเลย ซึ่งต้องแวะนอนระหว่างทางคืนหนึ่ง ก่อนไป แม่กับป่าป๊าก็จะบอกไอโกะว่าจะพาไปออสเตรเลีย ไปดูนกเพนกวิน ไปดูโคอาล่า ไปดูอควาเรียม ฯลฯ ไอโกะก็เฝ้ารอนับวันว่าเมื่อไหร่จะได้ไปออสเตรเลียเสียที

ตอนที่อยู่บนเครื่องบิน โอกิก็ไม่ทำให้แม่ผิดคาดเลย คือต้องให้แม้อุ้มอยู่ตลอดเวลา แม่แทบไม่ได้นอนเลยตลอดไฟลท์ แต่ก็ยังดีที่โอกิไม่ได้ร้องจนรบกวนคนอื่นมาก คือร้องพอเป็นพิธี พออุ้มก็หยุดร้องได้ไม่ยาก มีเด็กอีกคนอยู่ด้านหน้า ร้องยาวนานกว่าโอกิมาก ทำให้โอกิดูใช้ได้ทีเดียว ส่วนไอโกะก็เหมือนเดิม หลับง่ายหลับดายสบายอยู่คนเดียว แป๊บเดียวถึงซิดนีย์เลย

พอถึงซิดนีย์ เราก็ต้องนั่งรอรถเช่าอยู่ชัวโมงกว่า พอได้รถออกจากสนามบิน แม่กับป่าป๊าก็ขับหลงอยู่พักหนึ่งกว่าจะหาเส้นทางไปได้ถูกต้อง โชคดีที่เตรียม CD เพลง นิทานมาให้ไอโกะด้วย ทำให้ไอโกะไม่งอแงมาก แต่โอกินี่สิ น่าสงสารมาก หงุดหงิดรำคาญกับการนั่งรถนานๆ เป็นอันมาก ร้องไห้จนหลับไปหลายยกทีเดียว

วันแรกนี้เราต้องขับรถทั้งวัน จุดหมายแรกคือ Albury เมืองเล็กขนาดใหญ่ระหว่างทางไปเมลเบิร์น หลังจากนั่งเครื่องบินมาทั้งคืน ก็ต้องมานั่งรถต่ออีกทั้งวัน มันคงน่าเบื่อมากสำหรับเด็กๆ อย่างไอโกะและโอกิ ไอโกะคงจะรู้สึกว่านานมากจนทนไม่ไหว ถามแม่ว่า "หม่าม้า เมื่อไหร่เราจะถึงออสเตรเลียเสียที"

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ฉีดวัคซีน

ไอโกะ-โอกิ

วันนี้แม่พาทั้งสองคนไปฉีดวัคซีน ไอโกะฉีดวัคซีนหัดรวมที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ส่วนโอกิฉีดวัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ หลังจากไปหาอาม่าที่คลีนิคกายภาพบำบัด แม่ก้พาไอโกะไปพระรามเก้าก่อน คนเยอะมากๆๆ คงเป็นเพราะเป็นวันหยุด ตอนแรกแม่ก็กำลังๆ คิดๆ อยู่ว่าจะเปลี่ยนโอกิไปพระรามเก้า หรือเปลี่ยนไอโกะกลับมากรุงเทพดี แม่ลองโทรไปถามราคาวัคซีนของทั้งสองที่เพื่อเปรียบเทียบกัน ก็พบว่าของกรุงเทพแพงกว่าเกือบสองเท่า แต่พยาบาลที่พระรามเก้าพูดทำนองว่าถ้าฉีดยายี่ห้ออะไรก็ควรใช้ยี่ห้อเดิม แม่ก็เลยชักไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนดีหรือเปล่า ก็เลยคิดว่าคราวนี้ต่างคนต่างฉีดที่เดิมก่อนแล้วกัน เสร็จแล้วก็นึกได้ว่า ตอนนั้นไอโกะแม่ก็เปลี่ยนโรงพยาบาลเลย เพราะหมอไม่สนับสนุนนมแม่ ไม่ได้รู้ว่ายาที่ฉีดจะต้องยี่ห้อเดียวกันหรือเปล่า

แต่พอมาถามคุณหมอที่พระรามเก้า คุณหมอก็บอกว่าไม่เป็นไร จะย้ายก็ได้ แม่ก็เลยต้องต่อรองกับหมอว่า ขอให้คุณหมอคิดค่าตรวจ เพราะถ้าคุณหมอไม่คิดค่าตรวจ แม่ก็จะไม่กล้าพาโอกิมาอีกคน ที่ผ่านมาคุณหมอไม่เคยคิดค่าตรวจไอโกะเลย เพราะลูกคุณหมอสองคนเคยเรียนคุมองกับแม่ สรุปวันนี้คุณหมอก็เลยยอมคิดค่าตรวจ ทำให้แม่รู้สึกโล่งใจมาก คิดว่าคราวหน้าอาจจะพาโอกิมา แม่ถามเรื่องโอกิไม่ยอมโตด้วยเหมือนกัน คุณหมอก็บอกว่ายังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แล้วก็แนะนำว่าให้พยายามทำให้การกินเป็นเรื่องสนุก แล้วก็ไม่ให้กินขนมของเล่น แต่แม่ก็บอกหมอว่า ตอนไอโกะนี่รู้จักกินเป็นเรื่องเป็นราว ไม่กินอะไรไร้สาระ แต่พอถึงโอกินี่ แม่หมดหนทางมาก ขอให้กินเถอะ อะไรก็ยอมทั้งนั้น ขนม ลูกอม อะไรที่เด็กๆ ไม่ควรกิน ซึ่งไอโกะไม่เคยได้กิน แต่โอกินี่ได้กินหมด แต่โอกิก็กินนิดเดียวอยู่ดี คือไม่ใช่ว่าชอบกินของไม่มีประโยชน์ แล้วก็เลยไม่ยอมกินของมีประโยชน์นะ ไม่ว่าอะไรๆ ก็กินน้อยทั้งนั้น ขนาดยาคูลท์ ซึ่งแม่คิดว่าไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบกิน โอกิยังกินไม่หมดขวดเลย ทั้งๆ ที่ชอบนะ

สรุปคุณหมอก็เลยสั่งวิตามินรวมมาให้โอกิกินเสริมขวดนึง ซึ่งแม่คิดว่าก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ทำให้แม่รู้สึกดีขึ้นว่าโอกิอาจจะได้สารอาหารอะไรเพิ่มเติมบ้าง

เนื่องจากวันนี้มีคนเยอะมาก ไอโกะก็ต้องรอนานกว่าจะได้ฉีดวัคซีน เด็กคนอื่นๆ ที่ฉีดก่อนจะร้องไห้กันทุกคน ไม่ว่าเล็กๆ ไม่กี่เดือน หรือโต 7-8 ขวบ ทุกคนจะเข้าห้องไปแบบปกติ เด็กเล็กๆ ก็จะเข้าไปแบบไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่แว้บเดียวก็จะได้ยินเสียงร้องไห้จ้าออกมาเป็นชุดๆ แม่เลยแกล้งบอกไอโกะว่า "เนี่ย เค้าเรียกว่าห้องร้องไห้นะ ไอโกะเห็นมั้ย ใครเดินเข้าไป ออกมาร้องไห้กันทุกคนเลย" ไอโกะฟังแล้วก็อมยิ้ม พอแม่พูดต่อว่า "แต่ไอโกะไม่เคยร้องไห้เลยนะ ตั้งแต่เล็กๆ แล้ว เวลาที่ถูกฉีดยา ไม่เคยร้องไห้สักครั้ง แล้วคราวนี้จะร้องมั้ยนะ" ไอโกะก็ส่ายหน้าว่าไม่ร้อง แม่แกล้งพูดดักไว้ก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าคราวนี้จะร้องหรือเปล่า เพราะครั้งสุดท้ายที่ฉีดก็นานมาแล้ว

พอถึงคิวไอโกะ แม่ก็พาเดินเข้าไป คราวนี้ฉีดที่ต้นแขน พยาบาลอุ้มไอโกะนั่งบนเตียง แล้วบอกให้แม่จับแขนอีกข้างไว้ เพื่อกันไอโกะปัด ตอนแรกไอโกะทำท่าจะมองตอนที่ฉีด แม่เลยถามว่าไอโกะอยากมองเหรอ หันมาทางนี้ดีกว่า ไอโกะก้เลยหันมาอีกทาง พยาบาลฉีดแป๊บเดียว ไอโกะไม่ร้องเลย ท่าทางภูมิใจตัวเองมาก แม่กลับมาบอกป่าป๊าว่า เรื่องเจ็บปวดทางกายนี่ไอโกะไม่เคยหวั่น แต่เรื่องทางใจนี่ ร้องไห้ง่ายมาก ใครพูดอะไรผิดไปจากที่ตัวเองคิดหรือคาดไว้นิดเดียวก็ร้องไห้ซะแล้ว

เสร็จจากไอโกะ ก็พาโอกิไปโรงพยาบาลกรุงเทพ แม่ถามคุณหมอเรื่องโอกิไม่ยอมโต คุณหมอก็บอกว่า คุณหมอยังไม่คิดว่ามีอะไรน่ากังวล เพราะถึงแม้จะช้าไปนิด แต่ก็ยังมีความก้าวหน้า แต่พอคุณหมอรู้ว่ายังกินนมแม่อยู่ ก็บอกว่าให้เลิกได้แล้ว เพราะนมแม่จางแล้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว แล้วก็แนะนำให้ลองกินพีเดียชัวร์ ในขณะที่คุณหมอบอกว่านมแม่ไม่ได้ประโยชน์แล้ว แต่กลับแนะนำพีเดียชัวร์ได้อย่างเป็นคุ้งเป็นแคว แถมเอาตัวอย่างจากตู้มาให้เองด้วย แม่เลยตัดสินใจได้แล้วว่าคราวหน้าไปพระรามเก้าดีกว่า ความจริงคุณหมอที่พระรามเก้าก็ไม่ได้สนับสนุนนมแม่สุดๆ แต่ก็ไม่เคยบอกให้เลิก หรือบอกว่านมแม่ไม่มีประโยชน์ แม่ชักสงสัยเหมือนกันว่า ที่ WHO เค้ารณรงค์กันให้กินนมแม่อย่างน้อยสองปีนี่ หมอไม่รู้เรื่อง หรือหมอไม่เชื่อว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นกันแน่ ในฐานะที่แม่อุตส่าห์นั่งทำเว็บสนับสนุนนมแม่มาตั้งเป็นปี จะให้อยู่กับหมอคนละแนวแบบนี้ก็กระไรอยู่ ถึงเวลาต้องคอนเวิร์สกันซะแล้ว แล้วโอกิก็ทิ้งทวนด้วยการฉีดยาโดยไม่ร้องไห้ด้วยหเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ทุกครั้งจะร้องตลอดเลย

ดูแลกันและกัน

โอกิครับ

แม้ว่าโอกิจะยังสื่อสารด้วยการพูดไม่ได้ แต่ก็สามารถสื่อสารด้วยการกระทำได้เป็นอย่างดี เวลาใครบอกให้ทำอะไรก็ทำได้ เช่น ให้เอาขยะไปทิ้ง ให้เปิดพัดลม ให้ไปหยิบผ้าอ้อม เวลาที่แม่กลับมาถึงบ้าน ก็เดินมายกมือไหว้สวัสดี ท่าเดินโอกิเหมือนปังคุงมากๆ เลย เดินก้นห้อยๆ ส่ายไปส่ายมา สิ่งที่แม่ประทับใจมากๆ เลยก็คือ เวลาไอโกะร้องไห้งอแง ไม่ว่าโอกิจะทำอะไรอยู่ จะรีบเดินไปหยิบทิชชูมาส่งให้เจ๊ไอโกะทุกที เวลาถามว่า "ใครร้องไห้" โอกิก็จะตอบว่า "โกะ"

ไอโกะก็จะดูแลน้องเป็นอย่างดี เวลาเล่นกัน จะได้ยินเสียงพี่สาวบอกน้องตลอดเวลาว่า "ไม่ได้นะครับโอกิ อันนี้เล่นไม่ได้นะครับ" "อันนี้กินไม่ได้นะครับ" "ไม่ต้องร้องนะครับ หม่าม้าอาบน้ำอยู่นะครับ เดี๋ยวหม่าม้าก็มาแล้วนะครับ"

มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากขึ้นข้างบนแล้ว มีงูเข้ามาในบ้าน แม่กับป่าป๊าเลยลงไปดูข้างล่าง แม่บอกไอโกะว่า "ไอโกะดูแลน้องด้วยนะคะ ได้หรือเปล่า" ไอโกะก็พยักหน้าว่าได้ แม่ลงไปกับป่าป๊า ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงโอกิร้องจ้าลั่นบ้าน แล้วก้ได้ยินเสียงไอโกะตะโกนลงมาว่า "หม่าม้า....น้องหัวกระแทกพื้น.......*-*"

ปล.วันนี้ไอโกะนั่งวาดรูปอยู่ โอกิกินนมแม่เสร็จก็เดินไปหาไอโกะชี้มือไปที่ไอโกะที่กำลังวาดรูปแล้วก็ร้องว่า "อู๊" แม่ถามไอโกะว่าน้องว่าอะไร ไอโกะก็บอกว่า "น้องบอกว่า อู๊" แม่ถามว่าแล้วมันแปลว่าอะไร ไอโกะตอบว่า "อ๋อ น้องก็จะบอกว่าไอโกะสวยไง" 555

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550

หนึ่งขวบครึ่ง

โอกิครับ...

เดือนนี้โอกิก็อายุหนึ่งขวบครึ่งแล้วนะครับ แต่โอกิยังไม่ค่อยพูดเลยครับ ได้แต่อื้อ อ้า แค่นั้นเอง ไม่ยอมเรียกแม่หรือใครๆ ด้วย เวลาจะเรียกใครก็ได้แต่กวักมือ เวลาให้ออกเสียงเรียกหม่าม้าก็ได้ มะ ป่าป๊าก็ ป๊ะ อาเน่ก็ได้ว่า เน่ แล้ว แต่โอกิไม่ยอมเรียกเอง ต้องบอกให้พูดถึงจะยอมเรียก

แม่คิดว่าโอกิคงยังไม่มั่นใจที่จะพูด (มั้ง) ก็เลยไม่ยอมพูดเท่าไหร่ เพราะตอนแรกๆ (เมื่อสองสามเดือนที่แล้ว) แม่บอกให้เรียกอาเน่ โอกิก็พยายามส่งเสียงออกมาได้ว่า “โกะ” เวลาบอกให้เรียกอาเน่ทีไร ก็จะกลายเป็น “โกะ” ทุกครั้ง ใครได้ยินก็ฮากันเป็นแถว แม่คิดว่าโอกิก็คงรู้ตัวว่าไอ้ที่ตัวเองพูดออกไป มันไม่ถูก ก็เลยไม่ค่อยอยากพูด เวลาบอกให้เรียกอาเน่ทีไร โอกิจะทำหน้าเครียดๆ แล้วก็พยายามเปล่งเสียงออกมาเป็น “โกะ” ทุกที

แต่ตอนนี้ไม่เป็นโกะแล้ว เพราะโอกิเริ่มเลียนเสียงได้ใกล้เคียง แต่ก็ไม่ค่อยชอบพูดอยู่ดี แต่ชอบเสียงเพลงและการเต้นมาก เวลามีเสียงเพลงในทีวี จะลุกขึ้นเต้น มือไม้ประกอบท่าทางอย่างสนุกสนานทีเดียว แม่ก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่ เราจะคุยกันได้เสียที

คนที่ปลื้มโอกิแบบออกนอกหน้า เห็นจะเป็นจี่จี๊โชว เพราะไม่ว่าโอกิจะทำอะไร ดูเหมือนจะถูกใจน่ารักไปหมด โอกิอยากได้อะไร จี่จี๊โชวจัดให้ ตอนที่จี่จี๊จินเลี้ยงไอโกะ แม่กับป๊าก็พยายามกำชับไม่ให้พูดภาษาไทย จี่จี๊จินก็ดูเหมือนจะทำตามคำสั่งได้ดี ไม่ค่อยพูดภาษาไทยเท่าไหร่ แต่พอถึงโอกิ แม่คิดว่าจี่จี๊โชวชอบพูดภาษาไทยกับโอกิอยู่บ่อยๆ แล้วจี่จี๊โชวก็เป็นโรค yes ซินโดรมเหมือนคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษไม่ถนัดเป็นด้วย คือ เวลาไม่เข้าใจอะไรก็ ค่ะๆ ไว้ก่อน แม่เคยบอกป๊าเรื่องนี้เหมือนกันว่า จี่จี๊โชว ชอบพูดภาษาไทย แต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง มั่วนิ่มประจำ ป่าป๊าก็อือๆ ออๆ จนวันหนึ่งป่าป๊าก็มาบอกกับแม่แล้วว่าเห็นด้วยจริงๆ กับที่แม่พูด

เรื่องของเรื่องก็คือ ป่าป๊าเห็นโอกินั่งเล่นม้าโยก ป่าป๊าก็เลยบอกว่า “เอ้า โอกิ โยกสิโยก” จี่จี๊โชว ก็เลยเชียร์บ้างว่า “โอกิ โย่ โย่” ป่าป๊าได้ยินก็เลยบอก จี่จี๊โชว ว่า “โชว พูดแบบนี้ไม่ได้ อย่าพูดภาษาไทยกับโอกินะ” จี่จี๊โชว ก็พยักหน้าบอกว่า “ค่ะๆ” แล้วก็หันไปบอกโอกิว่า “โอกิ โย่ โย่” เหมือนเดิม

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

ไม่จริ๊ง...ไม่จริง...


คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา... ในห้องนอน.. เสียงสนทนาของสองแม่ลูก
ไอโกะ “วันนี้วันอะไรคะ หม่าม๊า..”
หม่าม๊า “วันอาทิตย์ค่ะ..”
ไอโกะพูดต่อเหมือนไม่ได้ยินที่หม่าม๊าตอบ.. “พรุ่งนี้วันอาทิตย์เหรอคะ..”
หม่าม๊า “ไม่ใช่จ๊ะ.. วันนี้วันอาทิตย์ พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ไงคะ..”

ป๊าได้ยินการสนทนาในคืนนั้นเพียงเท่านี้...

เช้าวันต่อมา.. ป๊าอุ้มไอโกะลงมาข้างล่างในตอนเช้าเหมือนปกติทุกวัน โดยอุ้มลงมานอนต่อที่โซฟา หลังจากนั้นก็ไปรับโอกิลงมาด้วย และให้มานอนเล่นข้างๆเจ๊ไอโกะ
ไอโกะถึงจะงัวเงีย แต่ก็นอนเล่นกับน้องโอกิที่นอนยิ้มอยู่ข้างตัว
กิจวัตรดังเช่นทุกเช้า... ป๊าเปิดโทรทัศน์ดูข่าว เสียงสรยุทธ์ ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ดังขึ้นทันทีที่เปิดโทรทัศน์... “สวัสดีครับ ท่านผู้ชมทุกท่านครับ.... พบกันอีกครั้งในเรื่องเล่าเช้านี้ วันนี้เป็นวันจันทร์ที่สิบสองกุมภาพันธ์ สองพันห้าร้อยห้าสิบ เป็นวันที่เราจะได้สวมใส่เสื้อเหลือง......”
ไอโกะลุกพรวดขึ้นนั่ง หันมามองสรยุทธ์ แล้วสวนคำทันที... “ไม่ใช่น๊ะ... วันนี้วันอาทิตย์นะ....” ไอโกะหันมองป๊าเพื่อรอให้ป๊าช่วยสนับสนุน.. [เออใช่.. สรยุทธ์ เอ็งพูด..ผิด...] แต่มันไม่เป็นอย่างที่ไอโกะคาดหวัง
“ไอโกะ.. วันนี้วันจันทร์นะคะ.. วันนี้ไปโรงเรียนไงลูก..”
ไอโกะล้มตัวลงนอนอย่างผิดหวังสุดๆ สีหน้ายังคงบ่งบอกเหมือนจะพูดว่า... [ ไม่จริ๊ง.... ไม่จริง.....]

ไม่เป็นไรหรอกไอโกะ อารมณ์นี้ป๊าว่าทุกคนก็คงเคยเป็นกันมาทั้งนั้น ป๊าก็เหมือนกัน บางวันคิดว่าเป็นอีกวันอยู่นั่นทั้งวันเลย หรือบางวันลุกขึ้นตอนเช้าก็ไม่อยากให้เป็นวันทำงานเลย... “แต่เราก็ต้องทำตามหน้าที่ของเราอยู่ดีนะไอโกะ..”

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

ไอโกะถูกทำโทษ




เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว.... ป๊าขับรถไปส่งไอโกะที่โรงเรียนเหมือนทุกๆวัน แต่วันนี้ป๊าสังเกตุเห็นไอโกะเล่นกิ๊บรูปคิดตี้สีชมพูสดอยู่อย่างชอบอกชอบใจ (ทุกครั้งไอโกะจะเอาของที่ชอบมาถือเล่นในรถตอนนั่งรถไปโรงเรียน แต่เนื่องจากคุณครูจะไม่ให้เอาของเล่นไปที่โรงเรียน ไอโกะก็จะฝากของไว้ที่รถป๊า เมื่อถึงโรงเรียนแล้ว)
แต่คราวนี้ป๊าเห็นหนูชอบมาก และเนื่องจากมันเป็นกิ๊บ เลยแนะนำไปว่า
ป๊า...“ไอโกะ... ไอโกะก็เอากิ๊บติดไว้ที่ผมสิ ก็เหมือนกับอาเน่ทำผมให้ไง คุณครูก็ไม่ว่าเป็นของเล่นหรอกค่ะ”
ไอโกะ... “คุณครูก็จะนึกว่าป่าป๊าซื้อ....”
ไอโกะชะงักไว้แค่นั้นอย่างมีพิรุธ !!!
ป๊า... “ไอโกะ... ว่าไงน๊ะ บอกป๊าใหม่ซิ..”
ไอโกะนิ่งครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ (... ซวยแล้ว..หลุดปาก.....เอาไงดีหว่า.. เอาไงดีหว่า...) แต่ก็ตัดสินใจเล่าความจริงให้ฟังในที่สุดว่า ไอโกะเก็บได้ตอนไปเข้าห้องน้ำที่โรงเรียนเมื่อวานนี้ ไอโกะเลยเก็บเอาไว้เป็นของตัวเอง
หลังจากป๊าพูดให้ฟังว่าการเป็นคนดีควรทำอย่างไรเสียยืดยาว.... ก็ถึงเวลาให้ไอโกะได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
ป๊า... “ตกลง ไอโกะอยากเป็นเด็กดีไม๊คะ...”
ไอโกะไม่พูดแต่พยักหน้าเล็กๆ...
ป๊า... “ดีมากค่ะ... งั๊นวันนี้เอาไปให้ครูเหน่ง หรือครูชื่นก็ได้นะ... ให้คุณครูหาเจ้าของให้นะคะ...”
ถึงโรงเรียนแล้ว... ไอโกะเดินลงจากรถ.. หันกลับมามองป๊าด้วยสีหน้าตั้งคำถาม... (....ไอโกะอยากเก็บไว้นี่คะ...)
ป๊า... “อย่าลืมนะคะ... เอากิ๊บให้คุณครูด้วยนะคะ...”

ตอนค่ำวันนั้นเอง....
ป๊า... “ไอโกะ วันนี้เอากิ๊บให้คุณครูรึเปล่า...”
ไอโกะตอบพลางเล่นไปพลาง อย่างไม่ได้ใส่ใจ... “คืนแล้ว..”
ป๊า... “ให้คุณครูอะไรคะ..”
คราวนี้ไอโกะเงยหน้าขึ้นมอง นิ่งคิดคำตอบอย่างมีพิรุธ !!! (อีกแล้ว) และตอบในที่สุด.... “ครูชื่น”
ป๊า (อย่างเงี้ย ต้องมีครอสเช็ค...) “งั้นพรุ่งนี้ป๊าไปถามครูชื่นนะ....”
ไอโกะทำสีหน้าไม่สู้ดี... (....ซวยอีกแล้วซิ...) และในที่สุดหลังจากนิ่งไปพักนึง ไอโกะก็กลับคำบอกว่า “ไอโกะทำหายไปแล้ว ยังไม่ได้คืนคุณครูเลย....” ไม่ว่าจะคาดคั้นอย่างไร ไอโกะก็ยืนยันว่าทำหายไปแล้วจริงๆ...
หม่าม๊านิ่งฟังอยู่พักนึงแล้ว... จึงเดินลงไปข้างล่าง...
หม่าม๊ากลับขึ้นมาด้วยสีหน้าถมึงทึง... ยึ่นกระเป๋านักเรียนของไอโกะขึ้นมาชูให้ไอโกะและป๊าดู ในซองใสหน้ากระเป๋านักเรียน มีกิ๊บสีชมพูสดหราอยู่ตรงนั้นเอง
(ว๊า... ไม่แนบเนียนเล๊ย....ลูกฉัน...)
คราวนี้ถึงตาป๊าปั้นหน้าเคร่งเครียดมั่ง ป๊าดึงไอโกะขึ้นมานั่งอยู่ตรงหน้า... “ไอโกะ... ไอโกะทำอะไรผิดพลาด ป๊าพอรับได้ แต่ถ้าไอโกะโกหก ป่าป๊า หม่าม๊า อย่างนี้ ป่าป๊ายอมรับไม่ได้.... รู้ไม๊คะ...”
ไอโกะทำสีหน้าสลด.. ไม่มีคำพูดหลุดจากปาก...
ป๊าเองก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ จะตีก็ดูจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้ ที่ไอโกะพร้อมยอมรับผิดอย่างสิโรราบ... ครั้นจะไม่ลงโทษแล้วพูดอบรมเฉยๆ ก็คงจะไม่ทำให้หนูเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดี
(...ทำงัยดีหว่า..ดิด...คิด..คิด..คิด..คิด...)
ป๊า.... “ไอโกะ... เอางี้นะ... ป๊าจะลงโทษไอโกะโทษฐานพูดโกหก สามสิบวัน... ในช่วงสามสิบวันนี้ ไอโกะจะไม่ได้กินขนมที่อยากจะกิน จะไม่ได้ของที่อยากได้ ไอโกะจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เช่นแปรงฟัน (ไอโกะมักจะขี้เกียจแปรงฟัน.. และมักขอให้ป๊าช่วยแปรงให้เสมอ) และจะไม่มีการอุ้ม ไอโกะต้องเดินด้วยตัวเอง ใครซื้อของให้ไอโกะในช่วงนี้ ป๊าจะริบไว้หมด.. เข้าใจไม๊คะ...)
ไอโกะพยักหน้าอย่างจำยอม... แต่เสียงหม่าม๊าครางเบาๆ... “too long.”
(เออ.. จริงแฮะ แต่พูดไปแล้วนี่หว่า...)
ป๊าพูดต่อ... “ไอโกะ.. แต่ถ้าพรุ่งนี้ไอโกะเอากิ๊บไปคืนให้คุณครูนะ... ป๊าจะลดโทษให้เหลือเจ็ดวัน ตกลงไม๊คะ...”
ไอโกะรีบพยักหน้า... สีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย....

ตั้งแต่วันนั้น... เมื่อไอโกะขอกินขนมหรือไอติม ก็จะได้รับคำตอบจากป่าป๊า หม่าม๊า เหมือนกันทุกๆครั้ง...
“ไม่ได้ค่ะ... นี่อยู่ในช่วงทำโทษของไอโกะนะคะ...” ไอโกะก็จะยอมรับโดยดี....
ผ่านไปสี่วัน... ตอนเช้า.. ขณะป๊าไปส่งไอโกะที่โรงเรียน... “ไอโกะ... เช้าวันนี้ไอโกะทำตัวดีมาก.. ฉะนั้นป๊าจะให้ไอโกะพ้นช่วงทำโทษ... ดีมั้ย..”
ไอโกะฉีกยิ้มกว้าง... พยักหน้ารับดีใจอย่างคาดไม่ถึง...
ป๊า... “แล้วคราวหน้า.. อย่าโกหก ป่าป๊า หม่าม๊า อีกนะคะ...”
ไอโกะตอบด้วยเสียงดังฟังชัด... “ค่ะ...” แล้วพูดต่อแบบเข้าใจดีอีกตามฟอร์ม.. “ถ้าไอโกะโกหกอีก ป่าป๊าก็จะไม่ให้กินขนม ไม่ให้กินไอติม ไม่ให้ของเล่นเลย ใช่ไม๊คะ....”

ตอนเย็นเมื่อกลับมาบ้าน หม่าม๊าตรงเข้ามาต่อว่าป๊า... “โห...ไม่เตี๊ยมกันมั่งเลย...” แล้วก็เล่าให้ฟังว่า ตอนไปรับไอโกะที่โรงเรียนไอโกะขอซื้อน้ำ แดง(มีขายที่โรงเรียน) แต่หม่าม๊าไม่ซื้อให้(ทุกทีเคยซื้อให้) และอธิบายให้ฟังว่า “ไอโกะ.. ช่วงนี้หม่าม๊ามีค่าใช้จ่ายเยอะ.. เราต้องประหยัดนะคะ เดี๋ยวกลับบ้านหม่าม้าทำให้กิน” ไอโกะก็ยอมรับโดยดี

แล้วหม่าม้าก็พาไอโกะไปเรียนคุมอง พอเรียนคุมองเสร็จ ก่อนจะกลับบ้าน ไอโกะก็ทำท่าชะงัก ชี้มือไปที่ตู้ไอติม ส่งสัญญานให้รู้ว่า อยากกินไอติม หม่าม้าก็บอกอีกว่า ไม่ได้ค่ะ แต่คราวนี้ ไอโกะทำหน้าเศร้า...พูดเสียงสั่น...
“แต่...ป่าป๊า.. บอกว่าไอโกะหมดโทษแล้วนี่....”

หม่าม้าก็งงๆ ไม่รู้จะยังไงดี สุดท้ายก็ยืนยันต่อไปว่า “หม่าม้าก็ไม่ได้ทำโทษไอโกะนี่นา หม่าม้าบอกแล้วไงว่า ตอนนี้เราต้องช่วยกันประหยัด ไอโกะต้องไม่ร้องจะซื้อโน่น ซื้อนี่อีกแล้วนะ”

โอกิเป็นหมา....




โอกิอายุปาเข้าไปขวบสามเดือนครึ่งแล้ว ป่านนี้หนูยังไม่ยอมพูด หรือทำท่าว่าจะพูดในเร็วๆนี้เลย...

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ อาเน่พยายามสอนให้หนูออกเสียงบ้างเหมือนกัน และเสียงที่เด็กเล็กไม่น้อยถูกสอนให้เริ่มต้น ก็คงไม่พ้นเสียงเห่าของหมา... โอกิก็เหมือนกัน
อาเน่...”โอกิ.. มีมี่เห่ายังไง...” (มีมี่เป็นหมาตัวเมียสายพันธุ์แจ๊ครัสเซล)
โอกิทำปากจู๋พร้อมเป่าลมเสียงแหลมเล็ก... “ ฮู้...”

นั่นเป็นเสียงที่ทุกคนได้ฟังและฮากันครืน ในตอนกลับถึงบ้านเย็นวันนึง เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา เวลาโอกิต้องการอะไร ก็จะได้ยินคำถามก่อนเสมอว่า “โอกิ.. มีมี่เห่ายังไง” โอกิก็จะขานรับ “ ฮู้...”

สัปดาห์ที่แล้ว เราไปค้างกันที่แม่กลอง ไม่รู้ว่าใครซื้อข้าวเกรียบกุ้งของเอสแอนด์พีมาด้วย เป็นข้าวเกรียบกุ้งชิ้นเล็กบรรจุกระป๋องและไม่ค่อยมันมากนัก กินอร่อยมาก
โอกิซึ่งคงได้ลิ้มลองแล้ว และรู้ถึงรสอร่อยเช่นเดียวกัน... จึงเดินรี่เข้ามาหาในทันทีที่ป่าป๊าคว้าเจ้ากระป๋องข้าวเกรียบกุ้งนี้ขึ้นมา แล้วมายืนเอามือสองมือไหว้ปะหลกปะหลกอยู่ตรงหน้า
ป๊าถามก่อนที่จะส่งข้าวเกรียบกุ้งให้.. “โอกิ.. มีมี่เห่ายังไง”
“ ฮู้...”
เมื่อได้สมใจ โอกิก็เดินกินวนเวียนอยู่พักนึง พอข้าวเกรียบกุ้งแผ่นนั้นหมด ก็ตรงรี่เข้ามาอีกครั้ง มองด้วยสายตาอ้อนวอนเล็กๆ ป๊าคว้าข้าวเกรียบกุ้งชิ้นใหม่ชูขึ้นก่อนเอ่ยปาก.. “โอกิ...”
ไม่ทันที่จะพูดอะไรต่อ โอกิก็สวนขึ้นทันที “ ฮู้.. ฮู้..”
เออชักสงสัยซะแล้วว่า ลูกฉันดูจะกลายเป็นหมาไปซะแล้วละมั๊งเนี่ย....

เย็นวันก่อน เห็นเจ๊ไอโกะนั่งอยู่กะน้องโอกิสองคน เจ๊ยื่นฝรั่งในมือชิ้นหนึ่งให้น้องโอกิ พอน้องยื่นมือมารับเจ๊ก็ชักมือกลับพร้อมกับถามว่า... “โอกิ...เห่ายังไง...”
โอกิทำปากจู๋ยื่นยาวอีกครั้ง ก่อนส่งเสียงแหลม... “ ฮู้.. ฮู้..”
555...ไม่ต้องสงสัย มันเป็นหมาไปแล้ว....

วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2550

องครักษ์พิทักษ์โอกิ

โอกิ...

ตั้งแต่แรกที่แม่กับป่าป๊าคิดจะมีลูก ก็ตั้งใจกันไว้ก่อนแล้วว่า เราคงจะไม่มีพี่เลี้ยงเด็ก เพราะคิดว่าไม่จำเป็น แล้วก็คิดว่าการมีพี่เลี้ยงน่าจะทำให้ลูกถูกตามใจมาก แล้วก็เสียคนได้ง่าย ตอนที่ไอโกะเกิด บ้านเราก็มีแต่จี่จี๊จินคนเดียว เป็นแม่บ้าน แล้วก็คอยช่วยดูแลไอโกะด้วย แต่ไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก เวลาที่เราไปไหนมาไหนกัน ก็ไปกันเอง จี่จี๊จินไม่ได้ไปด้วย ดังนั้นจี่จี๊จินจึงไม่ใช่พี่เลี้ยง ก็เป็นไปตามที่แม่กับป่าป๊าตั้งใจ


พอมาถึงตอนโอกิเกิด พวกเราก็รู้สึกว่า จี่จี๊จินทำงานคนเดียวไม่ไหวแน่ เพราะบ้านเรามีคนเยอะมากอยู่แล้ว พอมีโอกิอีกคน คงต้องมีผู้ช่วยแล้วล่ะ ก่อนที่จี่จี๊โชวจะมา ป่าป๊าก็กำชับนักกำชับหนาว่า ให้มาช่วยทำงานบ้านนะ ไม่ใช่มาเลี้ยงโอกิ เพราะไม่อยากให้มาคอยเอาอกเอาใจ ดูแลแต่โอกิอย่างเดียว ซึ่งจี่จี๊โชวก็เข้าใจ ทั้งสองคนก็ทำงานประสานกับเป็นอย่างดี คือ ช่วยกันทำงานบ้านและดูแลไอโกะและโอกิไปด้วย
ด้วยความที่จี่จี๊จินอยู่มาก่อน เลี้ยงไอโกะมาก่อนก็ใกล้ชิดไอโกะมากกว่า


ตอนที่โอกิเกิดใหม่ๆ จี่จี๊จินยินดีมาก เพราะเป็นผู้ชาย จี่จี๊จินอยากมีหลานผู้ชายอยู่แล้ว แรกๆ ก่อนจี่จี๊โชวจะมา โอกิก็เริ่มติดจี่จี๊จินแล้ว แต่พอไม่ทันไร จี่จี๊จินก็กลับไปเยี่ยมบ้านที่พม่า ไปนานตั้งสองเดือนกว่า ช่วงนี้เองที่โอกิก็อยู่แต่กับจี่จี๊โชว ทำให้โอกิติดจี่จี๊โชวมากกว่า พอจี่จี๊จินกลับมา ความสัมพันธ์ก็ต่อไม่ติดเสียแล้ว โอกิแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่าโอกิเลือกจี่จี๊โชวแล้ว เวลาจี่จี๊จินจะมาอุ้มไปเที่ยว หรือทำอะไรให้ โอกิก็จะส่งเสียงขู่คำราม แสดงความไม่ถูกใจบ่อยๆ แต่ถ้าเป็นจี่จี๊โชวล่ะก็ ได้เลย แล้วจี่จี๊โชวเองก็แสดงอาการปลื้มโอกิมากๆๆ โอกิทำอะไรก็น่ารักถูกใจจี่จี๊โชวไปหมด โอกิอยากได้อะไร จัดให้ จนป่าป๊ากังวลว่าโอกิจะเสียเด็กแน่ๆ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แค่จี่จี๊คนเดียว ทั้งอาเน่และใครๆ ก็ พลอยเอาใจตามใจโอกิกันทั้งนั้น ด้วยความที่เล็กสุดในบ้าน



แม่สังเกตเห็นได้ชัดว่า โอกิจะร้องไห้แตกต่างจากไอโกะตอนเล็กๆ เวลาที่ไอโกะไม่ได้ดังใจ จะร้องนาน แต่ร้องแบบเสียใจ ส่วนโอกิจะร้องแบบไม่พอใจ แรกๆ จะร้องนาน เพราะต้องการเอาชนะ แต่เมื่อเรียนรู้แล้วก็จะร้องไม่นาน แต่จะแสดงท่าว่าไม่พอใจ ส่งเสียงขู่ฮึ่มๆ ตลอด



ป่าป๊าคิดว่า ไม่ควรจะปล่อยให้โอกิเอาแต่ใจไปเรื่อยๆ ควรจะต้องฝึกให้รู้ก่อนจะสาย ซึ่งป่าป๊าก็ฝึกหนักทีเดียว ล่าสุดเมื่อสองวันมานี้ โอกิร้องไห้ด้วยเหตุผลเดิม คือ อยากหาแม่ โอกิติดแม่มาก ทุกวันที่แม่จะออกจากบ้าน หรือจะอาบน้ำ จะทำอะไร โอกิก็จะไม่ยอมให้ไปไหน ต้องร้องไห้โวยวายตลอดเวลา เราแทบไม่เคยบ๊ายบายกันดีๆ เวลาแม่ออกจากบ้านเลย



วันที่เกิดเรื่อง แม่กินข้าวเสร็จแล้วก็อาศัยจังหวะที่โอกิเผลอ แอบหนีขึ้นมาอาบน้ำ พอโอกิรู้ตัวว่าแม่หายไปก็ร้องไห้โวยวายเหมือนเคย จี่จี๊โชวก็เลยอุ้มโอกิขึ้นมาหาแม่ข้างบน จี่จี๊โชวเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วก็คงจะบอกโอกิทำนองว่าแม่ไม่อยู่ แต่จริงๆ แล้วแม่หลบอยู่หน้าห้องน้ำ แล้วจี่จี๊ก็อุ้มโอกิลงไปข้างล่างใหม่ แต่คราวนี้โอกิไม่ยอม ร้องไห้โวยวายเสียงดังมาก ทั้งร้อง ทั้งขู่ ทั้งตีจี่จี๊โชว แสดงให้รู้ว่าตัวเองไม่พอใจมาก แล้วก็ไม่ยอมหยุดร้อง แม้ว่าใครๆ จะพยายามเอาอะไรมาหลอกล่อ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจโอกิ ก็ไม่ได้ผล จนป่าป๊าคิดแล้วว่าต้องจัดการอะไรสักอย่าง

ป่าป๊าเลยไปอุ้มโอกิมาจากจี่จี๊โชว แล้วก็ดุโอกิเสียงดังว่าทำแบบนี้ไม่ได้ แล้วจับโอกิมานั่งข้างๆ ป่าป๊าที่โซฟา ห้ามทุกคนมายุ่ง โอกิก็ยังร้องโวยวายไม่ยอมหยุด สะอึกสะอื้นน่าสงสารมาก แม่คิดว่าโอกิก็คงประเมินสถานการณ์อยู่ว่าจะมีใครมาช่วยหรือเปล่า อาเน่ก็พยายามจะเข้ามากู้สถานการณ์ด้วยการบอกป่าป๊าว่า มันง่วงนอน ป่าป๊าก็ไม่ฟัง ปล่อยให้โอกินั่งข้างๆ ร้องไห้อยู่แบบนั้น พอเหนื่อยก็หยุดนิดนึง พอมีแรงก็ร้องใหม่ ป่าป๊าก็ดุให้เงียบ จี่จี๊โชวก็คอยป้วนเปี้ยนห่างๆ อยากจะเข้ามาช่วยเต็มแก่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แม่อาบน้ำเสร็จ จะลงไปอุ้มโอกิ พอป่าป๊าเห็นแม่ ก็ไล่กลับขึ้นมาข้างบน ไม่ให้เข้าไปยุ่ง ถ้าโอกิเงียบ จึงจะได้เจอแม่ ถ้าไม่เงียบก็จะต้องร้องอยู่อย่างนั้น



โอกิร้องจนอาเน่ทนไม่ไหว หลบเข้าห้องนอนไปเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลานอนปกติของอาเน่ สุดท้ายป่าป๊าก็อุ้มโอกิขึ้นมาหาแม่ ยังสะอื้นอยู่เลย ท่าทางเหนื่อยมาก ตาแดง น้ำตาและขี้มูกไหลเต็ม พอโอกิเจอแม่ก็ซบไหล่สะอื้นน่าสงสารมาก ให้กินนมพักเดียว หลับไปเลย ป่าป๊าบอกว่า เวลาที่ใครๆ บอกให้โอกิทำอะไร เช่น สวัสดี ส่งจูบ ยิ้มยังไง ร้องไห้ยังไง โอกิทำได้หมด เวลาอยากได้อะไร ก็รู้จักบอกด้วยการชี้ หรือเดินไปหยิบมาให้ ทุกคนก็จะบอกว่า โอกิรู้เรื่องแล้ว เก่ง น่ารัก แต่เวลาไม่ได้ดังใจร้องไห้โวยวาย ป่าป๊าจะฝึกด้วยการปล่อยให้ร้อง ทุกคนก็จะคอยบอกว่า มันยังเด็ก ไม่รู้เรื่อง จะให้ยอมตามใจทุกอย่างได้ยังไง



พอรุ่งขึ้นอีกวัน แม่กลับมาจากทำงาน ไม่เจอโอกิเลย จนกินข้าว อาบน้ำเสร็จ มานั่งดูทีวีกับอาเน่ อาเน่บอกว่า พอเห็นรถแม่เข้ามา จี่จี๊โชวรีบอุ้มโอกิหนีขึ้นข้างบนเลย เพราะกลัวว่า ถ้าโอกิเห็นแม่ ก็จะร้องไห้หาอีก แล้วแม่ก็ต้งกินข้าว อาบน้ำ โอกิก็จะทนรอไม่ได้ ร้องไห้ เดี๋ยวก็จะต้องโดนป่าป๊าฝึกหนักอีก จี่จี๊โชวเลยหาทางแก้ปัญหาเอง ด้วยการเอาโอกิหลบไปก่อนเลย เพราะถ้าไม่เห็นแม่ ก็ไม่เป็นไร

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2550

โอกิน้องรัก…


ไอโกะ.. โอกิ...

ตั้งใจว่าจะเขียนบันทึกให้หนูซักเรื่องสองเรื่อง แต่ก็ยังไม่สบโอกาสซักที ไม่ว่างบ้าง ไม่มีเรื่องจะเขียนบ้าง ว่างแต่ขี้เกียจบ้าง ไม่ได้อยู่ที่คอมบ้าง…. สารพัดอ้าง...

วันนี้บังเอิญนั่งดูเน็ตอยู่ มองผ่านแว๊บๆ เห็นไอโกะเอียงตัวอยู่ข้างๆน้องโอกิซึ่งกำลังหลับอยู่ ไอโกะเป่าลมเบาๆ ที่ผมของโอกิอยู่สามสี่ครั้ง ก่อนที่จะค่อยๆคร่อมไปที่น้องโดยพยายามไม่ให้สัมผัสตัวน้อง แล้วก้มลงหอมน้อง.. เงยหน้ามองน้อง... ก้มลงหอมอีกครั้ง... เงยหน้ามอง.. ก้มลงหอม.. ทำอย่างนี้ราวสี่ห้ารอบ... ก่อนจะเดินไปเล่นมัดผมตัวเองต่อ....

ทำให้ป๊าคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน..

ก่อนอื่นต้องท้าวความนิด... เมื่อตอนที่ไอโกะยังเล็กๆ ไอโกะจะไม่กลัวหมาเลย เพราะเติบโตมากะไอ้จุ๊ดจู๋ ซึ่งแสนรู้และระมัดระวังในการเข้าหาไอโกะเป็นอย่างดี แต่ต่อมาเมื่อจุ๊ดจู๋กลายมาเป็นพ่อหมา ของเจ้าลูกหมาสี่ตัว ลูกหมาเหล่านี้ซุกซนมาก คอยพันแข้งพันขาทุกคนที่เดินผ่าน.. รวมทั้งไอโกะซึ่งสูงกว่าหมาเล็กน้อย ไอโกะแทบจะล้มทุกครั้งที่เหล่าลูกหมาเข้ามารุม ไอโกะก็เลยกลายมาเป็นเด็กที่กลัวหมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา....

เมื่อสองวันก่อน ป๊ากะม๊าไปที่อพาร์ทเม้นท์ ก็เลยพาไอโกะกะโอกิ ไปด้วย...
ตอนที่อยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ ช่วงหนึ่งป๊ากะม๊าก็นั่งอยู่ในสำนักงาน นั่งคุยกะน้าเดือน ที่ดูแลอพาร์ทเม้นท์อยู่ที่นั่น จู่ๆก็ได้ยินเสียงไอโกะร้องเสียงแว่วๆอยู่นอกห้องสำนักงานนี่เอง... “ป่าป๊า.... หม่าม๊า... ป่าป๊า... หม่าม๊า...”
ไอโกะร้องเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนเสียงดังได้ยินอย่างชัดเจน น้ำเสียงปนร้องไห้...
ป๊ารีบตามหลังหม่าม๊าที่ยืนอยู่ใกล้ประตูสำนักงานออกมา โดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอออกมาพ้นหน้าประตู ภาพทีเห็นก็คือ ไอโกะกำลังก้มครึ่งนั่งครึ่งยืน สองมือจับอยู่ที่ตัวท่อนบนของน้องโอกิ ซึ่งหันหัวมาทางไอโกะ ด้านท้ายของน้องโอกิ มีลูกหมา ขนาดใหญ่กว่าน้องเล็กน้อย กำลังนัวเนียอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือไอโกะกลัวว่าหมาจะกัดน้อง ก็เลยพยายามลากน้องให้พ้นจากลูกหมาตัวนั้น ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้แสดงท่าทีดุร้ายเลย ยิ่งกว่านั้นการที่ไอโกะลากน้อง คงทำให้มันเข้าใจว่าหนูกำลังเล่นกะมัน มันก็เลยยิ่งเล่นด้วย และก็ยิ่งทำให้ไอโกะกลัวมากขึ้น... แต่ไอโกะก็ยังคงกอดน้องแน่นอยู่อย่างนั้น ถึงแม้หม่าม๊าจะมาถึงต้วน้องแล้วก็ตาม จนกระทั่งหม่าม๊าอุ้มน้องขึ้นจากพื้น ไอโกะจึงปล่อยมือจากน้อง แล้วยืนร้องไห้อย่างขวัญเสียพอสมควร ป๊าจึงเข้าไปอุ้มไอโกะขึ้นมาอีกคน ตัวหนูสั่นพอสมควรและก็ยังคงร้องไห้อย่างตกใจต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า...

สิ่งที่หนูทำครั้งนี้... แสดงให้เห็นว่าหนูรักน้องมากแค่ไหน ถึงแม้หนูจะกลัวหมามาก แต่หนูก็ไม่ทิ้งน้อง...
ป๊าอยากบอกหนูว่า....วีรกรรมของหนูครั้งนี้..... ปาป๊าปลื้มมม.....

ผู้ติดตาม


View My Stats