วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

อาละวาด

ช่วงปิดเทอมนี้ โอกิอาละวาดบ่อยมากๆ เวลาน่ารักก็น่ารักใจหาย เวลาอาละวาด ก็ทำเอาแม่เครียดไปเลย สาเหตุคงเป็นเพราะต้องห่างแม่ เพราะมีน้อง แล้วไอโกะก็มีเจ๊ผิงมาเล่นด้วย สาวๆ เข้าคู่กันเป็นอย่างดี โอกิเล่นด้วยไม่ค่อยเป็น เล่นแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงโอกิกรี๊ดๆ โวยวาย ตามมาด้วยเสียงไอโกะดังลั่น หม่าม้าๆ โอกิเอาทรายใส่หัวเจ๊ผิง.. โอกิแย่งของเล่น.. โอกิไม่ให้นั่งชิงช้า.. โอกิสารพัด

เมื่อเช้าตอนอาบน้ำ แม่ก็ได้ยินเสียง ไอโกะตะโกนลั่น "โอกิ..ไม่ได้นะ กินไม่ได้นะ" แม่ถามว่าอะไร ไอโกะก็ตะโกนตอบมาว่า "ก็โอกิจะกินน้ำจากก็อก" แม่ก็เลยตะโกนบอกไปว่า "ไม่เป็นไร กินได้ ปล่อยให้น้องกินไปเลย" เสียงไอโกะสวนกลับมาว่า "แต่มันมีน้ำสบู่อยู่ในขวดด้วยนะ" แล้วแม่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ตอนหลังอาเน่มาเล่าให้ฟังว่า ไอโกะบอกโอกิว่า "เออ ดี กินเข้าไปเลย กินให้ตายเลยนะ ตายซะได้ก็ดี" ชักจะโหดแล้วนะเนี่ย พี่สาวคนนี้

พอตอนบ่ายๆ แม่นั่งดูทีวีกับอาเน่ ก็ได้ยินเสียงโอกิกรี๊ดๆ อาละวาดอีก ออกไปดูก็เห็นกำลังอาละวาดอยู่กับจี่จี๊โชว ได้ความว่า โอกิจะกดปุ่มเครื่งซักผ้าที่กำลังทำงานเล่น แล้วจี่จี๊ไม่ยอม อาเน่เลยต้องลากโอกิเข้าบ้าน มานั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ทั้งขู่ทั้งปลอบกันจนสงบสติอารมณ์ได้

ตอนเย็นป่าป๊ากลับมา ถามโอกิว่าวันนี้โอกิร้องไห้หรือเปล่า โอกิพยักหน้าแบบอายๆ ป่าป๊าถามต่อว่า ร้องนิดเดียวใช่มั้ย โอกิส่ายหน้าแล้วก็บอกว่า "ร้องเยอะ" พอป่าป๊าถามว่าร้องเรื่องอะไร โอกิก็ตอบว่า "ได้แค่นี้" ป่าป๊าถามว่า "จำไม่ได้เหรอ" โอกิบอกว่า "พูดไม่ได้แล้ว พูดได้แค่นี้" แล้วก็เดินหนีไปเลย

ของแถม : มีอยู่วันนึง ตอนที่เล่นทรายกัน แล้วโอกิก็แกล้งคนอื่นอีก อาเน่ไปห้ามทัพ แล้วก็แกล้งพูดเปรยๆว่า "ระวังนะ เด็กเกเรแบบนี้ วันหลังอาเน่ไม่พาไปเที่ยวแล้ว" โอกิก็ตอบกลับทันทีว่า "อาเน่ก็ต้องระวังนะ เดี๋ยวอาเน่แก่ๆ แล้วโอกิก็ไม่พาอาเน่ไปเที่ยวเหมือนกัน"

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

กำเนิด "โอกุ" Part II

พอถึงโรงพยาบาลก็ตกลงกันว่าจะผ่าตอนเย็น หมอไม่อยากให้นานกว่านี้ แต่แม่ก็ดันไปกินข้าวตอนสิบเอ็ดโมงเสียอีก เพราะจำไม่ได้ว่าเขาให้งดอาหาร ถ้ารอให้งดอาหารครบแปดชั่วโมง ก็จะเกินเวลาสิบสองชั่วโมงที่น้ำเดิน แต่สรุปแล้วหมอก็ให้แม่ก็เข้าห้องผ่าตัดตอนใกล้ๆ ห้าโมง

ทั้งสองท้องแรก ป่าป๊าไม่ได้เข้าห้องผ่าตัดกับแม่ แต่คราวนี้หมออนุญาตให้เข้าได้ ถ่ายรูปได้ แต่ห้ามถ่ายวิดีโอ ตอนที่อยู่ในห้องรอคลอด พยาบาลกลับบอกว่า เอากล้องเข้าไปไม่ได้ เพราะเขาไม่อนุญาต บอกว่ามีกรณีฟ้องร้องกันเยอะ เอารูปที่ถ่ายไปเป็นหลักฐานอะไรทำนองนั้น ป่าป๊าก็เลยหงุดหงิด เพราะตั้งใจเต็มที่ แต่สุดท้ายก่อนเข้าห้อง ป่าป๊าก็ไปคุยกับหมออีกที หมอบอกว่าถ่ายได้ หมออนุญาต ป่าป๊าก็เลยได้ถ่ายรูปคราวนี้เอง สมความตั้งใจ

ถึงจะคลอดมาแล้วสองคน แม่ก็ยังกลัวอยู่ดี ตอนที่ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดไปก่อน (เขาต้องเตรียมอะไรๆ ให้เรียบร้อยก่อน ถึงค่อยให้คุณพ่อเข้ามาได้) แม่ก็ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ มองเห็นนาฬิกาในห้องผ่าตัด 16.48 แล้ววิสัญญีแพทย์ก็มาฉีดยาบล็อกหลังให้ พอเริ่มชา ก็รู้สึกว่าเขาทำอะไรกันชุลมุนทีเดียว แม่ก็รอว่าเมื่อไหร่ป่าป๊าจะเข้ามาเสียที อยากจะถามก็ไม่กล้า แล้วก็ได้ยินเสียงพูดว่า "ลงมีดสิบเจ็ดศูนย์ศูนย์" แต่ตอนนั้นแม่มองไม่เห็นนาฬิกาแล้ว เพราะเขาเอาผ้ามาบัง ก็เลยไม่รู้ว่าเวลาเท่าไหร่ยังไง สักพักก็ได้ยินเสียงพูดว่า "คุณพ่อมารอแล้ว" ก็เลยอุ่นใจว่า เขาไม่ได้ลืมให้ป่าป๊าเข้ามาแน่

แล้วป่าป๊าก็เข้ามา ถามแม่ว่าเจ็บหรือเปล่า แม่ก็บอกว่าไม่เจ็บ ป่าป๊าเล่าให้ฟังทีหลังว่า ตอนที่เดินเข้ามาเห็นมีเลือด (แสดงว่าลงมีดไปแล้ว) หมอกับผู้ช่วยทำท่าทั้งงัด ทั้งดึง (ป่าป๊าทำท่าทางให้ดูด้วย) เหมือนใช้แรงมากๆ ดูน่าจะเจ็บไม่น้อยทีเดียว แต่พอแม่บอกไม่เจ็บ ป่าป๊าก็เลยเริ่มลงมือถ่ายรูป

กล้องที่ป่าป๊าใช้เป็นกล้องแบบคนที่เล่นกล้องใช้ ไม่ใช่กล้องปัญญาอ่อน เวลาที่ถ่ายรูป เสียงมันจะดังรัวๆ แบบมืออาชีพ ป่าป๊าก็รัวเป็นชุดเลย จนวิสัญญีแพทย์ที่อยู่ด้วยกันทนไม่ไหว บอกว่า "คุณพ่อ นี่เขาไม่ให้ถ่ายรูปหรอกนะคะ" ป่าป๊าก็เลยบอกว่า คุณหมอที่ผ่าตัดอนุญาต แล้วก็ชวนคุยว่า คุณหมอจำผมไม่ได้เหรอ ลูกผมทุกคนก็คุณหมอนี่แหละเป็นคนบล็อกหลัง (รู้สึกว่าหมอสมบูรณ์มักจะเลือกหมอวิสัญญีคนนี้ร่วมทีมผ่าทุกครั้ง ทั้งสองหมอ แม่ว่าอายุคงจะหกสิบ บวกลบได้มั้ง ทีมนี้มั่นใจได้)

คุณหมอฟังแล้วก็เลยรู้สึกโอเคขึ้นมั้ง แม่ได้ยินเสียงเขาคุยกัน แต่จำความไม่ค่อยได้ แล้วก็ได้ยินเสียงหมอวิสัญญีพูดว่า "นี่ไงๆ ออกมาแล้ว คุณพ่อถ่ายเลยๆ" วินาทีนั้น แม่ก็รอฟังว่าทุกอย่างเรียบร้อยหรือเปล่า ลูกแม่จะมีอะไรผิดปกติมั้ย แล้วก็ได้ยินเสียงบอกว่า "ผู้ชาย" แล้วก็มีเสียงร้องจ้า ไม่ได้ยินว่ามีอะไรผิดปกติ แม่ก็เลยโล่งใจ

พอเขาทำความสะอาดเด็กเสร็จ ก็จะเอามาให้แม่ดู ให้ถ่ายรูปด้วยกัน แม่จำได้ว่าทั้งสองคนแรกแม่ไม่ได้เห็นลูกเลย หมดสติไปก่อน ได้ยินเสียงหมอบอกว่า เอาเด็กมาให้แม่ แล้วเดี๋ยวหมอจะให้ยาให้พักแล้ว แม่กำลังจะเอ่ยปากว่า อย่าเพิ่งให้ยาขอดูลูกก่อน ปรากฎว่าไม่ทันอีกตามเคย แม่หมดสติไปก่อนแล้ว ทั้งๆ ที่ตายังลืมอยู่นั่นแหละ รูปที่ถ่ายมาก็เห็นว่าแม่ยังลืมตามองกล้องอยู่ แต่จริงๆ แล้ว แม่ไม่มีสติแล้ว จำอะไรไม่ได้เลย

ปกติหลังจากผ่าตัดเสร็จ จะต้องนอนพักฟื้นดูอาการประมาณสองชั่วโมง แล้วถึงจะกลับห้องพักได้ ป่าป๊าก็ได้รับแจ้งว่าเขาจะพาแม่มาส่งประมาณสองทุ่ม แต่ปรากฎว่า มีเหตุขัดข้องบางอย่าง แม่จำไม่ค่อยได้ คล้ายๆ ได้ยินพยาบาลพูดว่าเลือดมันไหลออกจากมดลูกไม่หมด หรืออะไรทำนองนี้ แล้วเขาก็มาช่วยกันนวดหน้าท้องแม่เพื่อไล่เลือดออกให้หมด ตอนที่เขาทำก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว ปรากฎว่า แม่ปวดสุดชีวิต ปวดขนาดว่า ถ้าปวดแบบนี้ตายดีกว่ามั้ง

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

กำเนิด "โอกุ" Part I

ตอนที่รู้ว่าท้องโอกุนั้น แม่รู้สึกบอกไม่ถูก เพราะแม่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะท้อง ไม่เหมือนไอโกะกับโอกิที่แม่รอว่าเมื่อไหร่จะท้อง ตอนที่ประจำเดือนขาดไปครบอาทิตย์ แม่ก็เลยทดลองตรวจดู พอเจอสองขีดแล้วก็แทบไม่อยากเชื่อ แม่รีบโทรไปบอกป่าป๊า ป่าป๊าก็หัวเราะชอบใจ แต่แม่ก็งงไปหลายวันทีเดียว

ด้วยความที่โอกิเลี้ยงยากมากๆ กินน้อย นอนน้อย ขนาดสามขวบแล้วก็ยังตื่นทั้งคืน ติดแม่มากๆ ทำให้แม่รูสึกกลัวที่จะมีลูกอีกคน พอโอกุมาแบบไม่ได้นัดหมาย ทำให้แม่รู้สึกบอกไม่ถูกจริงๆ ไม่ได้ดีใจ แต่ก็ไม่ได้เสียใจ ตกใจมากกว่า แต่ในที่สุดแม่ก็คิดว่า คงเป็นฟ้าลิขิตมั้ง แล้วหมอดูหลายคนก็เคยบอกว่าเราน่าจะมีลูกสามคน สุดท้ายแม่ก็เลยรู้สึกโล่งใจมากกว่า แบบว่าไม่ต้องคิดแล้วว่าจะมีลูกอีกคนดีมั้ย

ท้องนี้วันที่ครบกำหนดคลอดแม่ก็จะอายุ 38 ปีแล้ว ด้วยเงื่อนไขนี้ หมอทุกคนก็ต้องเสนอให้เจาะน้ำคร่ำหรือเจาะเลือดเพื่อดูว่าลูกในท้อง มีความเสี่ยงที่จะเป็นดาวน์หรือเปล่า ตอนท้องโอกิ แม่เจาะเลือด แต่ไม่เจาะน้ำคร่ำ ท้องนี้ป่าป๊าก็ยืนยันเหมือนเดิม คือ ไม่ซาวนด์ ไม่เจาะน้ำคร่ำ เพราะคิดว่าไม่ว่าผลจะออกยังไงเราก็คงไม่ทำแท้งอยู่ดี ถ้ามีใครถาม ป่าป๊าก็จะบอกว่า ธรรมชาติสร้างน้ำคร่ำมาให้เป็น protection ของเด็กในท้องเลยนะ การเจาะเข้าไปนี่ถือว่าทำลายเกราะป้องกัน ความเสี่ยงที่เด็กในท้องจะมีอันตรายยิ่งน่ากลัวกว่าอีก สรุปแม่ก็เลยอาศัยสวดมนต์ทุกวัน ให้ลูกออกมาแข็งแรงปลอดภัยดี

ช่วงแรกแม่รู้สึกว่าแพ้ท้องมากกว่าทั้งสองครั้ง ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นผู้ชายเหมือนโอกิ คิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิง เพราะยังเชื่อว่าโครโมโซมทางฝ่ายอาม่าน่าจะได้ลูกผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่พอช่วงใกล้ๆ คลอด แม่ทรมานมาก ท้องแข็งตึงทุกคืน นอนไม่ค่อยหลับ อึดอัดมากๆ รู้สึกว่าลูกดิ้นแรงเหลือเกิน เจ็บไปหมด บางทีก็นึกว่าอาจจะเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยัน ตอนที่ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ มีผู้หญิงที่ขายปี่เซี๊ยะทักเหมือนกันว่า ผู้ชาย ซินแสที่ไปดูฤกษ์ว่าจะคลอดเมื่อไหร่ก็ว่าผู้ชาย ขนาดกุ๊งก็บอกว่าต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ สรุปว่าตอนใกล้คลอดนี่ มีแต่คนว่าผู้ชายทั้งนั้นเลย

แม่จะครบ 40 weeks วันที่ 6 เม.ย. หมอบอกว่าเลือกเวลาคลอดได้ตั้งแต่วันที่ 20 เป็นต้นไป ฤกษ์คลอดที่ซินแสให้คือวันที่ 26 มี.ค. แต่มีปัญหาคือ หมอจะต้องไปต่างประเทศวันที่ 24-31 มี.ค. ตอนแรกก็คิดว่าจะให้หมอคนอื่นทำคลอดให้ แต่พอคุยกันไปคุยกันมา ก็เปลี่ยนใจ แม่เลยดูวันเองว่าจะคลอดวันที่ 7 เม.ย. แล้วกัน รอหมอกลับมาด้วย แต่พอเอาเข้าจริงโอกุกลับเลือกวันที่จะเกิดเอง

วันเสาร์ที่ 21 แม่ไปตรวจครรภ์ตามนัด แล้วก็แจ้งหมอว่าจะรอคลอดวันที่ 7 แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่หมอไม่อยู่ หมอก็จะฝากหมออีกคนไว้ แต่หมอก็ชวนคุยเล่นๆ ว่า แล้วพรุ่งนี้ไม่ดีเหรอ เห็นมีนัดมาคลอดตั้งสามคน น่าจะวันดีนะ แม่กับป่าป๊าก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จริงๆ แล้ว ตอนที่แม่คิดว่าจะเลื่อนไปวันที่ 7 นั้น แม่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะรู้ตัวอยู่ว่า เจ็บท้อง ปวดหลัง ปวดตัวแย่แล้ว ทรมานมาก ดูเหมือนไม่น่าจะทนได้อีกตั้งเกือบสามอาทิตย์เลย แต่ตอนที่หมอตรวจแล้วบอกว่าปกติดี ท้องก็ยังสูงอยู่ (คนใกล้คลอด ท้องจะลด) ก็ใจชื้นว่า คงจะรอได้มั้ง

วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ที่ 22 เราต้องไปเช็งเม้งกันที่สระบุรี ตอนประมาณตีสาม แม่นอนๆ อยู่ก็รู้สึกว่ามีน้ำเดิน แต่ก็ไม่แน่ใจ เพราะเหมือนมันนิดเดียว แล้วทั้งสองท้องที่ผ่านมา แม่ก็ไม่เคยมีอาการน้ำเดินเลย พอตอนหกโมงลุกมาอาบน้ำ แม่ก็รู้สึกอีกว่ามีน้ำไหลออกมา คราวนี้น่าจะใช่แน่ๆ เพราะมันมากกว่าตอนแรก แม่ก็เลยบอกป่าป๊าว่า แม่จะรออยู่ที่บ้าน ให้ทุกคนไปเช็งเม้งกัน ถ้ายังไงแม่ก็จะเรียกแท้กซี่ไปรพ.เอง แต่ป่าป๊าบอกว่าไม่เอาหรอก ให้ไปด้วยกัน สระบุรีไม่ไกล ถ้าจะคลอดจริงๆ ก็น่าขับรถกลับมาทัน

เรารู้กันอยู่สองคน ไม่ได้บอกใคร ตอนที่นั่งรถไป แม่ก็รู้สึกเจ็บท้องเป็นจังหวะแล้ว แม่ดูนาฬิกา มันห่างกันประมาณ 10-15 นาที แม่ก็จำไม่ได้ว่ามันต้องเจ็บถี่แค่ไหน ถึงจะต้องรีบไปโรงพยาบาล แต่ก็รู้สึกกังวลไม่น้อย นั่งรถไป แม่ก็มองข้างทางไปด้วย เห็นโรงพยาบาลหนองแค แม่ก็บอกให้ป่าป๊าจำเอาไว้ว่ามีโรงพยาบาลตรงนี้ด้วยนะ เผื่อฉุกเฉิน แต่ใจก็ไม่อยากมาคลอดโรงพยาบาลเล็กๆ แบบนี้เลย

ระหว่างทางที่แวะปั๊มเข้าห้องน้ำ แม่ก็โทรไปปรึกษาพยาบาล พยาบาลก็พูดทำนองว่าอาจจะไม่ใช่น้ำเดิน อาจเป็นตกขาวก็ได้ รอให้แน่ใจก่อนค่อยมาก็ได้ แต่ถ้าอยากมาตรวจก็ให้มาเลย แม่แน่ใจว่าไม่ใช่ตกขาวแน่นอน ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวไปให้ถึงที่ก่อน ถ้าปวดมากๆ ก็เอาของลงแล้วค่อยรีบไปโรงพยาบาล ให้ทุกคนไหว้แล้วตามกลับไปทีหลัง เพราะเราเอารถไปกันสองคัน

พอถึงที่หมาย แม่ก็นั่งนิ่งๆ อยู่ในรถ ไม่พยายามเคลื่อนไหวมาก อาการปวดก็เหมือนจะน้อยลง ก็เลยอยู่ไหว้กันจนเสร็จ กลับมาถึงบ้านประมาณสิบเอ็ดโมง ตอนเที่ยงป่าป๊าก็เลยโทรไปคุยกับหมอ หมอบอกว่าน้ำเดินแล้ว ไม่ควรเกินสิบสองชั่วโมง ต้องผ่าแล้ว ไม่งั้นจะเสี่ยงกับการติดเชื้อ เราก็เลยต้องรีบไปโรงพยาบาลกัน โกลาหลกันพอสมควร เพราะไม่มีใครรู้ พออาเน่รู้ก็ยังว่า ดีนะไม่ไปเป็นอะไรระหว่างทาง

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

เซี่ยงไฮ้ 5-8 มี.ค.52

ในที่สุดเราก็ได้ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้กันจนได้ ทั้งๆ ที่แม่ก็ท้องแปดเดือนแล้ว เรื่องของเรื่องก็เพราะว่า อยู่ดีๆ บริษัทวีคูลก็เกิดงานเข้าอะไรไม่รู้ สมนาคุณผู้แทนจำหน่ายให้ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ฟรี ร้านของแม่ได้ฟรีสามคน ตอนแรกแม่ก็จะให้น้ากัลไปกับอาเน่กับกูโจ้ แต่น้ากัลไม่อยากไป พอมาบอกป่าป๊า ป่าป๊าก็พูดหน้าตาเฉยว่าเราไปกันเถอะ เพราะไม่มีใครเคยไปเลย

แม่ก็ถามว่าจะเอาจริงเหรอ 36 week แล้วนะ คือเป็นเส้นตายสำหรับคนท้องที่เขาอนุญาตให้ขึ้นเครื่องได้โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ป่าป๊าก็บอกว่าไม่เห็นเป็นไร มันบินแค่สามสี่ชั่วโมง ยังไม่ทันคลอดหรอก แม่ก็เลยตามเลย ทั้งๆ ที่ก็รู้สึกกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะไหวหรือเปล่า เพราะท้องนี้ แม่รู้สึกทรมานมาก นอนไม่ค่อยหลับ ปวดหลัง ปวดเอว จนรู้สึกอยากจะคลอดเร็วๆ ให้รู้แล้วรู้รอดไป

ด้วยความที่เวลามันกระชั้นชิดมาก คือ เขามาบอกว่าให้ฟรี ก็อีกสองอาทิตย์จะเดินทางแล้ว พอตกลงใจว่าไปแน่ แม่ก็เลยให้น้ากัลไปเจรจาซื้อฟิล์มเพิ่ม เพื่อที่จะได้ไปฟรีเพิ่มอีกสามคน สรุปว่าเราหกคนก็เลยไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้กันฟรีๆ

วันเดินทางก็มีแต่คนมาถามว่าท้องกี่เดือนแล้ว ไปได้เหรอ แม่ก็ได้แต่โกหกว่า หกเดือน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องใบรับรองแพทย์ คนที่รู้ต่างก็เป็นห่วงกันทั้งนั้น จริงๆ แล้ว แม่ว่าเขาคงนึกในใจกันว่าแม่นี่ช่างดันทุรังจริงๆ ท้องโย้ขนาดนี้ ยังอยากเที่ยวอีก แม่ได้แต่ภาวนาว่าให้ทุกอย่างมันเรียบร้อย อย่าได้ไปเกิดฉุกเฉินต้องคลอดระหว่างทัวร์ ไม่งั้นต้องมีคนสรรเสริญเอาแน่ๆ เชียว

แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ได้มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นแต่ประการใด แต่แม่ก็ต้องขอบ่นว่าทรมานสังขารจริงๆ ด้วยที่ว่าเราเลิกไปเที่ยวทัวร์กันนานแล้ว พอมาเจอโปรแกรมตื่นหกโมง กินข้าวเจ็ดโมง ออกเดินทางแปดโมง เปลี่ยนโรงแรมทุกวัน ขึ้นรถ ลงรถทั้งวัน ท้องก็โย้ซะขนาดนี้ สามคืนสี่วัน ทำเอาแม่สะบักสะบอมแทบแย่ แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน

ผู้ติดตาม


View My Stats