วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ครูแจ๊ส

ป่าป๊าเป็นคนตื่นเช้า ไอโกะ โอกิ และโอกุโชคดีมากๆ ที่เหมือนป่าป๊า ตื่นเช้ากันทุกคน ตื่นแบบไม่งอแงด้วย ทำให้ไปโรงเรียนเช้ากันทุกวัน ถึงเป็นคนแรกๆ เสมอ

ไอโกะชอบไปโรงเรียน เวลาที่ไปถึงโรงเรียนก็อยากจะรีบขึ้นห้องเรียนไวๆ ส่วนโอกิยังไม่ชอบไปโรงเรียน เวลาที่ถึงโรงเรียนแล้วก็จะไม่ยอมขึ้นห้อง ป่าป๊าต้องนั่งรอในรถเป็นเพื่อนกับโอกิ จนกว่าจะมีเพื่อนห้องเดียวกันที่ถูกใจโอกิมาก่อน ถึงจะยอมขึ้นห้องเรียนไปด้วยกัน เด็กห้องโอกิส่วนใหญ่จะมาสาย ทำให้ป่าป๊าต้องเล่นกับโอกิรอเพื่อนมาก่อนเป็นประจำ

เมื่อวานนี้ป่าป๊าก็ต้องรอเพื่อนกับโอกิเหมือนเคย ระหว่างที่รอก็เห็นครูแจ๊สขับรถมาถึงพอดี ป่าป๊าให้โอกิสวัสดีและทักทายครูแจ๊ส พอครูแจ๊สเดินไปแล้ว โอกิก็ถามป่าป๊าว่า "อ้าว ทำไมครูแจ๊สขับรถมาโรงเรียนเอง" ป่าป๊าก็สงสัยว่าทำไมโอกิถามแบบนั้น แล้วโอกิก็พูดต่อว่า "ครูแจ๊ส ไม่มีแม่ขับรถมาส่งเหรอ" ป่าป๊าฮากลิ้งเลย

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดฉาก

ก่อนที่พวกเราเริ่มจะไม่สบายเป็นไข้หวัดใหญ่สองสามวัน มีอยู่วันหนึ่งที่โอกุอ้วกเยอะมาก เนื่องจากพอทุกคนขึ้นมาข้างบนห้องนอนหมดแล้ว แม่ให้โอกุนั่งเล่น พร้อมกับของเล่นทั้งหลายที่โอกุชอบ รู้สึกว่าวันนั้นไอโกะจะนอนเร็ว หลับไปก่อนแล้ว โอกิยังไม่หลับ แม่ไปแปรงฟันในห้องน้ำ ป่าป๊าก็นั่งทำงาน พอแม่ออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าโอกุอ้วกเลอะเต็มตัวเลย เพราะเอาของเล่นเข้าปาก แล้วมันคงจะติดคอ เลยทำให้อ้วกออกมา

แม่รีบอุ้มโอกุเข้าไปในห้องน้ำ ป่าป๊าเข้ามาช่วยกันเช็ดทำความสะอาด โอกิวิ่งตามเข้ามาหยิบทิชชู แต่ดูแล้วมันสกปรกมาก แม่กับป่าป๊าก็เลยอุ้มโอกุลงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และเช็ดตัวข้างล่าง ลงไปเจออาเน่กำลังดูทีวีอยู่ ก็เลยคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปด้วย พักใหญ่ทีเดียวกว่าจะกลับขึ้นไปข้างบนอีกที

พอแม่เปิดประตูป๊าบเข้าห้อง ก็เห็นโอกินั่งอยู่บนที่นอนโอกุ รีบเอาทิชชู และหน้ากากปิดปากขยำรวมกัน กุลีกุจอเช็ดๆ ที่นอนโอกุใหญ่เลย แล้วก็เอาไปทิ้งถังขยะ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นรวดเร็วมากจน สมองแม่ประมวลผลไม่ทัน ปากแม่ก็ชมและดุโอกิไปพร้อมๆ กันว่า "โอ้โห โอกิ ช่วยทำความสะอาดด้วย แล้วทำไมเอาหน้ากากปิดปากมาเช็ดอ้วกน้อง มันไม่ได้เอาไว้เช็ดอ้วกนะ" ป่าป๊าที่เดินตามหลังแม่เข้ามาได้ยินแม่ดุโอกิ แล้วก็ว่าแม่ว่า "นี่ ลูกมันอุตส่าห์ทำดี ไปว่ามันทำไม" แล้วป่าป๊าก็ชมต่อว่า "โอกิเก่งมากเลย ช่วยหม่าม้าเช็ดอ้วกน้องด้วยนะ" โอกิยิ้มอย่างแฮ้ปปี้สุดๆ

พอแม่คิดได้ก็รู้สึกขำปนทึ่งกับความเจ้าเล่ห์ของโอกิ เพราะตอนที่แม่รีบเอาน้องเข้าไปทำความสะอาดในห้องน้ำ โอกิก็รีบวิ่งตามไปหยิบทิชชู คงจะเตรียมมาเช็ดอ้วกน้อง แต่เนื่องจากเหตุการณ์ชุลมุน แม่กับป่าป๊ารีบพาน้องลงไปข้างล่าง โอกิก็เลยไม่ทันได้แสดงผลงานการกระทำความดีให้เห็น

พอแม่กับป่าป๊ากลับขึ้นมาข้างบน ทันทีที่แม่เปิดประตูเข้ามาปุ๊บ โอกิก็รีบแสดงทันที เมื่อได้รับคำชมก็หน้าบาน ตอนแรกป่าป๊าไม่รู้ว่าเป็นการจัดฉากของโอกิ เพราะแม่เป็นคนแรกที่เห็นพฤติกรรมหลุกหลิก ร้อนรนผิดปกติของโอกิในท่าทางการเช็ดที่นอน เข้าใจว่าคงจะนั่งรอพร้อมทิชชู แล้วเล่นผ้าปิดปากไปด้วย พอได้ยินเสียงเปิดประตูก็ตกใจ ขยำรวมกันหมดเช็ดใหญ่เลย

แม่แอบเล่าให้ป่าป๊าฟัง ป่าป๊าก็ขำไปด้วย พอทุกอย่างเรียบร้อย เราจะนอนกันแล้ว โอกิถามป่าป๊าว่า "เมื่อกี๊ ทำไมป่าป๊ากับหม่าม้าลงไปนานจัง" แบบว่านักแสดงรอนานแล้วนะ คุณผู้ชมทำไมยังไม่ขึ้นมาเสียที

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ฟังรู้เรื่อง

เมื่อวานนี้อาเน่เล่าให้แม่ฟังว่า โอกิมาคุยกับอาเน่

โอกิ : อาเน่รู้มั้ย ไอ้บัวมันฟังภาษาคนรู้เรื่องด้วยนะ
อาเน่ : แล้วโอกิรู้ได้ยังไง
โอกิ : ก็โอกิเห็นมันนอนทับพื้นหลังบ้านที่อาดลทำใหม่ (ป่าป๊าให้ช่างมาทำพื้นครัวหลังบ้านใหม่ ยังไม่เสร็จดี ช่างเลยห้ามเหยียบ) โอกิก็เลยบอกมันว่า ไอ้บัว ไป ไป๊ นอนตรงนี้ไม่ได้นะ พูดแค่นั้น มันก็ลุก แล้วก็เดินไปเลย มันเข้าใจที่โอกิพูดนะ
อาเน่ : 555 :)

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ไข้หวัดใหญ่ 2009

ในที่สุดโรคทันสมัย ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็มาเยือนบ้านของเราอย่างเป็นทางการ

โดยเริ่มต้นจากโอกิก่อน คืนวันเสาร์หลังจากเปิดเทอมสัปดาห์แรก ตอนกลางคืนโอกินอนละเมอร้องไห้ ตัวร้อนมาก แม่กับป่าป๊าเลยช่วยกันเช็ดตัวให้ โอกิฝันร้ายมาก พูดจาแปลกๆ จนป่าป๊ารู้สึกไม่ค่อยดี แม่คิดว่าน่าจะเป็นจากที่พักนั้นทั้งสองคนชอบให้กูโจ้เล่าเรื่องกรรมลิขิตให้ฟัง แล้วแม่กับป่าป๊าก็ดูหนังผี หนังฆาตกรรมติดๆ กันสองสามวันด้วย โอกิเลยกลัวจนเก็บไปฝันร้าย

พอตอนเช้า โอกิก็ตัวเย็นปกติ เหมือนไม่มีอะไร แต่ตอนเย็นแม่เจนนี่โทรมาเล่าให้ฟังว่าเจนนี่กับภูเขาเป็นไข้หวัดใหญ่ หมอตรวจเชื้อแล้วเป็น H1 N1 ต้องหยุดเรียนหนึ่งอาทิตย์ ฝากให้แม่ช่วยดูการบ้านของไอโกะด้วย จะได้ให้เจนนีทำ

ตกกลางคืน คราวนี้ไอโกะตัวร้อนจัดอีกคนหนึ่ง แม่ให้กินยาแล้วก็เช็ดตัวให้ แต่พอเช้าแล้วไข้ก็ยังไม่ลด แม่เลยพาไปหาหมอทั้งสองคน พอคุณหมอรู้ว่าเพื่อนเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้วก็เลยให้ตรวจเชื้อทั้งสองคน ตรวจแบบเร็ว ครึ่งชั่วโมงก็รู้ว่าไอโกะเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ก็เลยส่งเชื้อตรวจต่อไปว่าเป็น H1 N1 หรือเปล่า รู้ผลวันรุ่งขึ้น ส่วนโอกิหนังเหนียว ไม่พบเชื้อ

หมอสั่ง Tamiflu ให้ไอโกะ แล้วก็ให้หยุดเรียนหนึ่งสัปดาห์ รวมทั้งโอกิด้วย เพราะถึงแม้ว่าโอกิจะไม่เป็น แต่ก็อาจจะแพร่เชื้อให้คนอื่นได้

โอกิร่าเริงแจ่มใสมากที่ไม่ต้องไปโรงเรียน ทำทีมาถามแม่ว่า หยุดเรียนกี่วัน พอแม่บอกว่า 7 วัน ก็ทำท่าตกใจ (ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็รู้อยู่แล้ว) รีบไปตะโกนบอกอาเน่ว่า "อาเน่ๆ หม่าม้าบอกว่า ไม่ต้องไปโรงเรียนตั้งเจ็ดวันแน่ะ" แล้วก็ยังคุยอีกด้วยว่า "เพื่อนๆ ต้องคิดถึงโอกิมากแน่ๆ เลย" พออาเน่ถามว่าแล้วโอกิไม่คิดถึงเพื่อนๆ เหรอ โอกิตอบชัดถ้อยชัดคำว่า "ไม่! โอกิชอบอยู่บ้านมากกว่า"

วันอังคาร หมอก็โทรมาแจ้งว่า ตกลงเป็น H1 N1 ตามคาด ให้ระวังโอกุมากหน่อย แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว เพราะโอกุเริ่มตัวร้อนและไอแล้ว รวมทั้งตัวแม่เองก็รู้สึกปวดเมื่อยตามตัว เหมือนจะเป็นไข้อยู่เหมือนกัน แม่แอบหวังว่าโอกุจะเหมือนโอกิ คือได้รับเชื้อ แล้วก็จัดการเองได้ แต่ไม่สำเร็จ เพราะโอกุตัวร้อนสลับเย็นตลอดคืน เช้าแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น เราก็เลยต้องไปหาหมอด้วยกัน

ผลตรวจก็เป็นไปตามคาด ทั้งแม่และโอกุมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้งสองคน แต่คราวนี้ หมอบอกว่าไม่ต้องตรวจต่อแล้ว เพราะต้องเสียต่าตรวจอีกคนละสามพัน หมอก็ให้ Tamiflu เลยทั้งสองคน แล้วก็ให้ระวังคนอื่นๆ อีก บ้านเราก็เลยใส่หน้ากากเข้าหากันทั้งบ้านตลอดอาทิตย์

ก่อนหน้านี้ เวลาที่ฟังข่าวเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็จะรู้สึกว่ามันน่ากลัว แต่พอเป็นกันจริงๆ แล้ว มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะไอโกะก็ตัวร้อน และไอบ้าง ไม่ได้ซึมหรือดูท่าทางหมดเรี่ยวแรงอะไร ยังเล่นและทำการบ้านได้ตามปกติ โอกุก็ตัวร้อนและงอแงอยู่สองคืน หลังจากนั้นก็มีไอบ้าง เทียบอาการแล้วไม่แย่เท่าตอนที่แพ้ขนมเค้กที่แม่กินด้วยซ้ำ ของแม่ก็ไม่มีไข้ นอกจากปวดเมื่อยตามตัวและไอนิดหน่อย กินยาที่หมอให้มาวันเดียวก็รู้สึกดีขึ้นเยอะ สรุปว่าสำหรับบ้านเราแล้ว มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

โอกุไม่สบาย

ตอนที่โอกุครบห้าเดือนก็เริ่มไม่สบายกระเสาะกระแสะ เหมือนเด็กไม่แข็งแรง ทำเอาแม่รู้สึกเสียความมั่นใจไปโขทีเดียว เพราะทั้งไอโกะและโอกิไม่มีใครเป็นแบบนี้ ก่อนหน้านี้ แม่ก็สังเกตเห็นว่าโอกุก็มีน้ำมูกบ้างนิดๆ หน่อยๆ ดูไม่หนักหนา แต่ก็รู้สึกว่ามากกว่าพี่สองคนในวัยเดียวกัน

แต่ช่วงที่เริ่มเป็นมากๆ นั้น ดูแย่มากๆ เพราะโอกุไออย่างน่ากลัว ขี้มูกยืด หายใจไม่ค่อยได้ ร้องเสียงวี้ดๆ ในคอ งอแง ครั้งแรกที่พาไปร.พ. คุณหมอก็รีบตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ทันทีเลย แต่ก็ไม่พบเชื้อ คุณหมอก็สรุปว่ากล่องเสียงอักเสบ ที่บ้านก็งงกันใหญ่ว่า กล่องเสียงอักเสบได้ไง เพราะโอกุไม่ค่อยจะร้องไห้เท่าไหร่เลย

คุณหมอให้ยามากินเยอะแยะ แต่ก็ดูจะไม่ค่อยดีขึ้นเลย แม่ต้องพาไปพ่นยาและดูดเสมหะที่ร.พ.เช้า-เย็น หลายวัน ประมาณอาทิตย์หนึ่งก็หาย เว้นไปได้สักห้าหกวันวัน โอกุก็เริ่มมีอาการเหมือนเดิมอีก ทั้งไอ ทั้งหวัด ดูแย่มากๆ คุณหมอเลยคิดว่าโอกุน่าจะเป็นภูมิแพ้ ให้ยามาเหมือนเดิม แล้วก็ต้องพาไปพ่นยาและดูดเสมหะทุกวันอีก

คราวนี้แม่เริ่มกังวลมากแล้ว เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมโอกุป่วยบ่อยยังงี้ ดูเป็นเด็กไม่แข็งแรงเอาเสียเลย แม่ก็โทษว่าโอกิคงจะเอาเชื้อโรคมาให้น้อง เพราะชอบมากอด มาหอมน้องตลอดเวลา เวลาที่โอกิพยายามจะเข้ามาหอมน้อง ก็จะถูกแม่ดุ โอกิก็จะเสียใจงอนตุ๊บป่องเลย แล้วก็ถามว่า "ทำไมหอมไม่ได้ ก็โอกิรักน้องนี่"

ครั้งที่สามที่โอกุเริ่มมีอาการอีก คราวนี้แม่ไม่พาไปร.พ.แล้ว แต่ไปหายาจีนมาให้กินแทน ป่าป๊าก็ตั้งข้อสังเกตว่า โอกุอาจจะแพ้อาหารที่แม่กิน เพราะช่วงนั้นแม่ชอบกินไอติมทุกเย็นเลย แต่แม่ก็ไม่ปักใจเชื่อ ก็คิดว่าจะลองงดผลิตภัณฑ์นมดู ยังไม่ทันเริ่มปฏิบัติ แม่ก็พบสาเหตุที่ทำให้โอกุป่วยบ่อยจนได้

วันนั้นเราไปเที่ยวหัวหินกัน แล้วไอโกะกับโอกิก็ซื้อกูลิโกะมากิน แต่โอกิกินไม่หมด เลยเอามาให้แม่ แม่ก็เลยหักแท่งส่วนที่เป็นขนมปังเล็กๆ จับให้โอกุลองแทะเล่น เพราะตอนนั้นครบหกเดือนแล้ว เริ่มทดลองกินอาหารอื่นนิดๆ หน่อยๆแล้ว แต่เนื่องจากมันแข็งมาก โอกุใช้เหงือกแทะๆ ก็ไม่ละลายเสียที แม่ก็เลยเอาทิ้งไป หลังจากนั้นไม่นาน รอบๆ ปากโอกุก็เป็นผื่นแดงเต็มไปหมด แม่ก็เลยคิดได้ว่าโอกุคงจะแพ้นมวัวนี่เอง

ตลอดห้าเดือนที่ผ่านมา จะมีบางวันที่โอกุเป็นผื่นตามตัวบ้าง แต่ทาบัวหิมะก็หาย เวลาที่มีผื่นขึ้น เราก็พยายามจะหาว่าเกิดจากอะไร แต่ก็ไม่รู้ สงสัยว่าอาจจะไปโดนละอองอะไรบ้าง เปลี่ยนสบู่หรือเปล่า แต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นจากอาหารที่แม่กินเลย พอแม่เห็นปากโอกุแล้ว ก็ถึงบางอ้อว่า วันไหนที่แม่กินขนมเค้ก ขนมปังที่นมเนยเยอะๆ ชาเย็นของโปรด ไอติม โอกุก็จะมีอาการแพ้ เป็นผื่น พอหยุดกิน มันก็หายไป โดยที่แม่ไม่รู้

ช่วงที่โอกุเป็นตลอดทั้งเดือนนั้น เป็นช่วงที่แม่กินขนมนมเนยพวกนี้อย่างดุเดือดมาก กินทุกวันอย่างเอร็ดอร่อย โอกุก็กินนมแม่ทุกวัน ก็เลยเจอสารก่อภูมิแพ้ทุกวัน สะสมมากๆ เข้า ร่างกายก็เกิดการปฏิเสธ ทำให้ไม่สบายอย่างหนัก พอรู้สาเหตุ แม่ก็เลยงดอาหารพวกนี้ทั้งหมด โอกุก็หายจากอาการป่วยสามวันดี สี่วันไข้ไปเลย แม่อดกินของอร่อย แต่ก็ทำให้น้ำหนักลดไปได้อีก ก็ดีเหมือนกัน



วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ครึกครื้นมั้ยล่ะ

เมื่อวานแม่กับป่าป๊าไปแม่กลองกันสองคน เพราะต้องพาพยาบาลใหม่ไปให้อาม่า เลยไม่อยากเอาเด็กๆ ไปให้วุ่นวาย ขากลับป่าป๊านึกได้ กลัวว่าไอโกะจะลืมทำคุมอง เลยให้แม่โทรไปเตือน ปรากฎว่าไอโกะทำเลขแล้ว แต่ยังไม่ทำภาษาอังกฤษ แม่ก็เลยบอกให้ทำ แล้วก็ขู่ว่าถ้ากลับถึงบ้านแล้ว ยังไม่เสร็จ จะไม่ให้ดูซิทคอม ไอโกะก็ตกลงแล้วก็บอกข่าวร้ายแม่ด้วยว่า คุณครูให้อ่านหนังสือกับพ่อแม่ตอนปิดเทอม แต่ไอโกะลืมบอก แม่บ่นกับป่าป๊าว่า ทำไมมานึกได้เอาวันก่อนจะเปิดนะ ป่าป๊าคิดว่าไอโกะไม่ได้ลืมหรอก แต่คงไม่อยากอ่าน เลยทำเป็นลืม

พอแม่กลับถึงบ้าน ก็ถามว่าคุณครูให้อ่านหนังสืออะไร ก็ได้รับคำตอบว่า ไอโกะเห็นที่ปกมันเขียนว่า "พ่อแม่ไม่ดีให้แก้ที่ลูก ลูกไม่ดีให้แก้ที่พ่อแม่" แม่ก็เลยถามต่อว่า "แล้วครอบครัวเรา ใครไม่ดี"
ไอโกะ - โอกิ
แม่ - แล้วแก้ที่ใคร
ไอโกะ - ป่าป๊ากับหม่าม้า

นอกจากหนังสือที่ไม่ได้อ่านแล้ว ยังมีการบ้านภาษาอังกฤษอีกอย่างหนึ่งด้วยที่ยังไม่ได้ทำ แม่ไม่ได้ดูเลย เข้าใจว่ามีแค่การบ้านประจำวันทุกวันเท่านั้น แม่ก็คอยกำชับให้ไอโกะทำทุกวัน ก็เลยต้องมาช่วยกันทำอีกอย่างนึง

พอรู้ว่าจะต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว รู้สึกว่าโอกิจะกังวลใจมาก เตรีมกระเป๋า เตรียมของวุ่นวาย ถามนี่ถามนั่นไม่หยุด ต้องเอานั่นนี่ไปด้วยนะ "หม่าม้า แปรงสีฟันโอกิอยู่ไหน" "วันนี้นอน แล้วตื่นมาก็ไปโรงเรียนใช่มั้ย" ฯลฯ พอตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ ป่าป๊าหลับไปแล้ว แม่ยังเห็นโอกิพลิกตัวไปมา ถอนหายเฮ้อๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไร

แต่พอเช้าตื่นมาก็ไม่งอแง ไปโรงเรียนได้ตามปกติ แต่พอป่าป๊าถึงโรงเรียนแล้วก็โทรกลับมาถามแม่ว่า ได้เปิดสมุดสื่อของโอกิดูบ้างหรือเปล่า แม่ไม่ได้ดูเลย ป่าป๊าบอกว่า โอกิก็มีการบ้านนะ
นี่โอกุยังไม่ไปโรงเรียนนะ ถ้าไปอีกคน พ่อแม่ต้องแก้หลายอย่างเลย ป้าปุ๊กจะให้มีอีกคน คงต้องคร่ำครวญมากกว่าครึกครื้นแน่

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เด็กดี

ปัญหาของโอกิที่แม่ไม่ค่อยชอบใจในตอนนี้ก็คือ โอกิจะวีนมากเวลาไม่ได้ดังใจ เรียกจี่จี๊โชวแบบตะคอก เสียงดังบ่อยๆ แม่ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร ทั้งดุ ทั้งปลอบ ก็แก้สถานการณ์ได้เฉพาะหน้าเท่านั้น เปิดเทอมนี้คงต้องไปปรึกษาครูไก่ให้ช่วยกันแก้แล้ว

แต่เรื่องดีๆ ของโอกิก็มีไม่น้อยนะ อย่างเช่น โอกิช่วยล้างถ้วยและแก้วน้ำโดยไม่ได้มีใครบอกเลย อยู่ดีๆ วันนั้นแม่ก็เห็นโอกิปีนบันไดอ่างล้างจานในบ้าน ขาข้างหนึ่งตะกายไปคาอยู่ที่ขอบอ่างเพราะตัวเล็กเอื้อมเปิดน้ำไม่ถึง แล้วก็ตั้งอกตั้งใจล้างถ้วยทั้งหมด ใช้เวลานานพอสมควรทีเดียว แม่แกล้งเดินไปถามว่าจะให้ช่วยอะไรหรือเปล่า โอกิก็บอกว่าไม่ต้อง พอล้างเสร็จ โอกิก็รู้จักวักน้ำไปล้างก็อกให้สะอาด ล้างฟองน้ำบีบฟองออก แล้วก็เก็บของทุกอย่างอย่างเรียบร้อย ทำติดต่อกันหลายวันด้วยนะ

ไอโกะเห็นน้องทำก็อยากทำบ้าง ขอไปล้างจานหลังบ้านแทน กลายเป็นเด็กน่ารักกันทั้งสองคน ตอนนี้หน้าที่ไอโกะคือพับผ้าห่มทุกเช้าที่ตื่นนอน แรกๆ ตอนที่บอกให้ทำเอง ก็มีอิดออดบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ทำเอง ไม่ต้องเรียกแล้ว พับได้เก่ง เรียบร้อยแล้วก็เร็วด้วย

นอกจากล้างถ้วยแล้ว วันก่อนนี้โอกิยังพยายามล้างรถให้แม่อีกด้วย เอาสายยางไปฉีด แล้วก็เอามือถูๆ ล้างรอบรถในระดับที่ความสูงของตัวเองจะทำได้ สักพักก็กลับเข้ามาในบ้าน หัวหูเปียกแฉะไปหมด แล้วก็มาบอกแม่ว่า "หม่าม้า โอกิล้างรถให้หม่าม้า เอี่ยมสะอาดเลยนะ" ครับ เอี่ยมสะอาดแบบกระดำกระด่างทีเดียว

พอเมื่อวานแม่ไปรับที่แหลมคม ตอนทีนั่งรอไอโกะกินโอวัลตินก่อนกลับ โอกิก็ปีนขึ้นมานั่งตักแม่ มองไปที่รถที่จอดข้างนอกแล้วก็ถามว่า "หม่าม้า ทำไมรถหม่าม้าสะอาดจัง" ชงมุขเองเลยนะ แถมระหว่างทางขับกลับบ้านยังบอกอีกด้วยว่า "วันนี้หม่าม้าไม่ต้องขับไปตรงน้ำท่วมนะ" พอถามว่าทำไมก็ตอบหน้าตาเฉยว่า "ขี้เกียจล้างรถ"

กลอนโอกิ

วันนี้โอกิมาบอกป่าป๊าว่า โอกิแต่งกลอนให้ป่าป๊าได้แล้วนะ

ป่าป๊าของฉัน นั้นเก่งจริง ๆ
ทำได้ทุกสิ่ง ที่ป่าป๊าทำ

ของจี่จี๊โอกิก็แต่งให้

จี่จี๊ของฉัน นั้นเก่งจริง ๆ
ทำได้ทุกสิ่ง ที่จี่จี๊ทำ

ของมะเว้ก็มีนะ

มะเว้ของฉัน นั้นเก่งจริง ๆ
ทำได้ทุกสิ่ง ที่มะเว้ทำ

โอกิยังบอกด้วยว่า "โอกิแต่งเองเลยนะ"

พรุ่งนี้จะเปิดเทอมแล้ว เมื่อสองวันก่อนไอโกะคุยกับโอกิ อาเน่แอบได้ยินมาเล่าให้ฟัง

ไอโกะ : หยุดนานแล้วนะเนี่ย คิดถึงโรงเรียนเนอะ อยากไปโรงเรียนแล้ว โอกิคิดถึงโรงเรียนมั้ย
โอกิ : ไม่คิดถึงเลย (5555)

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ลิซ่า

เมื่อวันก่อนแม่บอกไอโกะว่า แม่เขียนเรื่องไอโกะตอนเล็กๆ ไว้เยอะเลย เดี๋ยวถ้าไอโกะโตแล้ว แม่จะเอาให้อ่าน แต่ไอโกะอยากอ่านตอนนี้เลย พยายามขอแม่จะอ่านให้ได้ แต่แม่ขี้เกียจก็เลยไม่เอาให้ ตอนนี้ไอโกะลืมไปแล้ว เดี๋ยวถ้านึกได้มาทวงอีก แม่คิดว่าจะต่อรองกับไอโกะว่า ถ้าไอโกะเขียนบันทึกของตัวเองหนึ่งเรื่อง แม่จะให้อ่านหนึ่งตอน

ตั้งแต่แม่เขียนเรื่องของโอกุตอนเกิด แล้วก็ไม่ได้เขียนอีกเลย น่าสงสัยว่าโอกุจะต้องเป็นคนที่มีไดอารี่น้อยที่สุด รูปถ่ายน้อยที่สุด วิดีโอน้อยที่สุดแน่ๆ เลย แต่โอกุก็เป็นเด็กที่้เลี้ยงง่ายที่สุดด้วยนะ

ตอนที่โอกุเล็กมากๆ สองสามเดือนแรก โอกุจะติดจี่จี๊โชวมาก ต้องให้จี่จี๊โชวอุ้มคนเดียวถึงจะยอมนอน มะเว้ ลูกสาวของจี่จี๊โชวอุ้มได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่พอโตๆ มาหน่อย มะเว้อุ้มไปเดินเล่นบ่อยๆ เข้า โอกุก็เริ่มติดมะเว้แทน รู้สึกว่าจะติดจนตาลายเลยทีเดียว เพราะอาเน่เคยเล่าให้ฟังว่า มีอยู่วันหนึ่งที่อาเน่อุ้มโอกุอยู่ตรงโซฟาห้องรับแขก แล้วโอกุก็ส่งเสียงดัง แล้วก็ทำท่าตะกายๆ ไปทางตู้เสื้อผ้าไอโกะ อาเน่ก็สงสัยว่าโอกุเป็นอะไร แล้วอาเน่ก็นึกได้ว่า สงสัยโอกุเห็นลิซ่า แล้วก็นึกว่าเป็นมะเว้มั้ง

ปล. ลิซ่าเป็นหัวตุ๊กตาหุ่นของไอโกะ ที่ไอโกะใช้เล่นทำผม ถักเปีย ตอนที่ลิซ่ามาอยู่บ้านเราใหม่ๆ ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจมาก เพราะรู้สึกเกรงกลัวชอบกล เวลาเผลอไปมอง ยกเว้นไอโกะคนเดียวที่แฮปปี้มาก จัดแต่งทรงผมให้ลิซ่าอย่างสนุกสนาน แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนเคยชินกับลิซ่าแล้ว โอกุก็เห็นชัดแล้วว่าลิซ่าไม่ใช่มะเว้



วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไม่เอาแล้ว

คืนนี้โอกิหลับไปก่อน ไอโกะวาดรูปเสร็จแล้วก็อ่านนิทานเอง โอกุกินนมแล้วก็ยังไม่ยอมนอน ไอโกะก็เลยมาเล่นกับน้อง โอกุชอบเวลาที่ไอโกะเรียกชื่อโอกุเป็นจังหวะ "โอกุ โอกุ โอกุ กุ กุ" โอกุจะหัวเราะชอบใจ ยิ้มปากกว้างเลย

ไอโกะเล่นกับน้องได้สักพักก็บ่นออกมาว่า "เฮ้อ! ไม่อยากได้น้องผู้ชายเล้ย" แม่ก็เลยถามว่า "งั้นก็เอาน้องไปแลกมั้ย" ไอโกะถามว่า "แลกได้เหรอ แลกกะใครล่ะ" แม่เสนอว่า "แลกกับนินาก็ได้ น้องนินาเป็นผู้หญิงนะ (นินาอยากได้น้องผู้ชาย)" ไอโกะลังเลแว้บหนึ่ง (แว้บเดียวจริงๆ) แล้วก็บอกว่า "ไม่แลกโอกุนะ" ดีนะโอกิหลับไปแล้ว ไม่งั้นมีโวยแน่ๆ ไอโกะบอกว่า "เอาโอกิไปแลกดีกว่า เพราะโอกิดื้อมากๆ"



วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ศิลปะแหลมคม



น้องมีน เพื่อนซี้โอกิ




ครูต้น เขียนบรรยายภาพว่า

คนที่สอง...ต่อจากเจ้าม่อน..." สักพักโอกิก็ร้องไห้ขึ้นมา...พี่ๆก็ต่างพากันปลอบ...ถามไปถามมาได้ความว่า...ภูเขาไม่ยอมให้โอกิเป็นพ่องู...อะไรนะ...ภูเขาไม่ยอมให้โอกิเป็นพ่องู...เลยต้องเรียกภูเขามาเคลียร์กันหน่อย.... ( พี่ๆที่เห็นพี่เทียมๆทั้งนั้น...พี่แท้ๆหันหลังให้เลยครับ...)

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

งานแสดงปิดภาคเรียน อ.1 เทอม 1

อันนี้แม่หนุงเป็นคนถ่าย เลยเห็นโอกินิดเดียว

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

ฝนตก

วันนี้ฝนตกขณะที่เรากำลังนั่งรถกลับจากโรงเรียนตอนเย็น ไอโกะมองเห็นเม็ดฝนที่กระจกหน้ารถ

ไอโกะ : หม่าม้า ทำไมน้ำมันวิ่งขึ้นข้างบน ทำไมมันไม่ลงข้างล่าง
แม่ : นั่นสิ แล้วไอโกะคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะ
ไอโกะ : อ๋อ เพราะมันอยากขึ้นไปเล่นสไลเดอร์รึเปล่า (นึกไม่ออก ก็มั่วไปเรื่อย)
แม่ : ไม่ใช่ ไอโกะลองคิดดูดีๆ ถ้าไอโกะตอบได้ หม่าม้ามีรางวัลให้
โอกิ : โอกิอยากได้รางวัล แต่โอกิไม่อยากพูด (พูด-->ตอบ)
แม่ : ไอโกะดูสิ ตรงกระจกข้างนี่มันไหลลงนะ เห็นมั้ย แล้วทำไมข้างหน้ามันไหลขึ้นล่ะ
โอกิ : หม่าม้า รางวัลอยู่ที่ไหน หม่าม้าซื้อไว้ที่บ้านเหรอ
แม่ : ไม่มี หม่าม้ายังไม่ได้ซื้อ ยังไม่รู้เลยว่ารางวัลจะเป็นอะไร
ไอโกะ : อ๋อ ก็ข้างหน้ามันถนัดขึ้น ข้างๆ มันถนัดลง ใช่มั้ยหม่าม้า (ตอนนี้กำลังฝึกเขียนมือซ้ายอยู่)
แม่ : ไม่ใช่ มันมีอะไรเกี่ยวกับรถของเราด้วยนะ
ไอโกะ : ที่ปัดน้ำฝนหรือเปล่า
แม่ : ไม่ใช่ (แม่ชะลอรถ จอดรอเลี้ยว) ไอโกะดูสิ ข้างหน้ามันไหลลงแล้วนะ บางเม็ดมันก็อยู่นิ่งๆ ด้วย
ไอโกะ : ??? (นึกไม่ออก)
แม่ : เดี๋ยวคราวนี้หม่าม้าจะทำให้มันวิ่งขึ้นให้ดูนะ (เร่งความเร็วรถ)
ไอโกะ : อ๋อ เพราะหม่าม้าขับรถเร็ว
แม่ : เวลาที่ไอโกะขี่จักรยานเร็วๆ ไอโกะรู้สึกร้อนหรือเย็น
โอกิ : เย็น
ไอโกะ : ร้อน? เย็น? (ไม่แน่ใจ)
แม่ : ทำไมถึงเย็นล่ะ
ไอโกะ : ก็ลมมันพัด
แม่ : ถูกต้อง ก็เพราะมันมีลมไง เวลาที่เราขับรถเร็วๆ มันก็มีแรงปะทะของลมทำให้มันไหลขึ้น ถ้าไม่มีลมมันก็ไหลลง หม่าม้าตอบถูก หม่าม้าได้รางวัล
ไอโกะ : อ้าว! ไอโกะก็ตอบถูกนะ
แม่ : ก็หม่าม้าใบ้ให้ตั้งเยอะ
โอกิ : โอกิก็อยากได้รางวัลด้วย (งานไม่ทำ แต่จะเอารางวัลทุกที^-^)

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทำไม

เมื่อวานแม่ไปซื้อของที่ B2S แล้วก็เจอกรรไกรอันเล็กๆ ดูน่าใช้ เลยซื้อมาให้ไอโกะกับโอกิตัดกระดาษ แต่ปรากฎว่าที่บ้านก็มีกรรไกรแบบเดียวกันเลย แม่ก็สงสัยว่ามันมีได้ไง ไอโกะบอกว่า "ก็หม่าม้าเคยซื้อมาแล้วไง" เออ แล้วทำไมแม่จำไม่ได้นะ ไม่เป็นไรมีสองอัน จะได้ไม่ต้องแย่งกัน

ไอโกะวาดรูป โอกิเอากรรไกรอันหนึ่งพยายามจะตัดกรรไกรอีกอันหนึ่ง พอแม่เห็นเข้าก็ดุโอกิเสียงดัง "โอกิ ทำแบบนั้นไม่ได้นะ" โอกิชะงักแล้วก็ค่อยๆ วางกรรไกรลงข้างๆ ตัว ทำหน้าจ๋อยๆ แม่เดินไปจะเล่าให้ป่าป๊าฟังว่าโอกิทำอะไร ยังไม่ทันได้เล่าก็ได้ยินเสียงโอกิพูดตามหลังมาว่า "ทำไมหม่าม้าชอบดุ" :)

น้าหญิงซื้อโดมิโนไม้มาฝากไอโกะกับโอกิ ป่าป๊าก็เลยสอนให้เล่นกัน ก่อนจะเล่นป่าป๊าก็ให้โอน้อยออกว่าใครจะได้เล่นก่อน ปรากฏว่า โอกิออกก่อน เหลือป่าป๊ากับไอโกะเป่ายิงฉุบกันต่อ ตอนที่ป่าป๊ากับไอโกะกำลังเป่ายิงฉุบกัน โอกิก็ทำหน้าเศร้าบ่นว่า "ทำไมโอกิต้องออกด้วย" ทุกคนต้องช่วยกันบอกว่า "ยังๆๆ โอกิ เรายังไม่ได้เริ่มเล่นเลย"

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เป็นเอามาก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเราไปซื้อจักรยานใหม่กัน เนื่องจากพ่อนินาซึ่งเป็นนักปั่นจักรยานส่งรูปมาให้ดู เป็นจักรยานพับได้ของ Chevrolet สวยบาดตาบาดใจมาก แล้วก็จักรยาน BMX - Redline ขนาดเล็กของโอกิ นับว่าโอกิโชคดีมากที่ป่าป๊าไม่ได้ไปซื้อจักรยานโดเรมอนมาให้โอกิไปเสียก่อน เพราะตั้งแต่เดือนก่อนที่ภูเขาเปลี่ยนจากจักรยานไซส์เล็กเท่าโอกิเป็นไซส์ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย เป็นรูปโดเรมอน โอกิก็อยากได้และรบเร้าให้ป่าป๊าซื้อให้บ้าง

ตอนนั้นป่าป๊าก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าควรจะเปลี่ยนไซส์ให้โอกิหรือเปล่า เพราะโอกิยังความสูงไม่เท่าภูเขาเลย จะทำให้ออกตัวถีบไปเองไม่ได้อีก ป่าป๊าก็เลยไม่ได้รีบไปดูให้ จนพ่อนินาส่งรูปมาให้ดูว่ามี BMX ขนาดเล็กด้วย ป่าป๊าก็เลยไปดูมาก่อน แล้วก็ถูกใจป่าป๊ามาก เพราะว่าป่าป๊าบอกว่า BMX ออกแบบจักรยานสำหรับเด็กได้ปลอดภัยกว่าจักรยานทั่วไป คือไม่มีเบรคมือ (เด็กเล็กๆ ไม่มีแรงพอที่จะบีบเบรคมือ) แต่เป็นเบรคอัตโนมัติเวลาที่เท้าปั่นถอยหลัง (เวลาที่ชะงัก ตกใจ เท้าจะหยุดปั่นไปข้างหน้า)

แต่ป่าป๊าถูกใจก็ใช่ว่าจะทำให้โอกิถูกใจได้ เพราะ BMX ไม่มีรูปการ์ตูนที่ทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นเร้าใจเลย หลังจากที่โอกิอดทนรอให้ป่าป๊าไปซื้อจักรยานพับให้ไอโกะก่อนที่รังสิต แล้วค่อยกลับมาซื้อจักรยานของโอกิตรงพระราม 9 ที่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ พอถึงร้านจักรยาน โอกิท่าทางผิดหวังเล็กน้อย เพราะที่นี่ไม่มีจักรยานเด็กๆ ให้เลือกเยอะแยะ มีแต่ของผู้ใหญ่ แล้วก็เป็นร้านที่ไม่สวยงามเสียด้วย

บังเอิญว่าหน้าร้าน เจ้าของทำเป็นสนามฝึกขี่จักรยานผาดโผน มีเนินใหญ่น้อยเต็มไปหมด แล้วก็มีพี่ๆ มาขี่จักรยานผาดโผนอยู่ด้วย ก็เลยพอจะกระตุ้นความสนใจของโอกิได้บ้าง แม่กับป่าป๊าต้องช่วยกันหลอกล่อโอกิหลายตลบ กว่าโอกิจะเห็นดีเห็นงามว่าจักรยานคันนี้มันเท่ และขี่สนุก จนโอกิยอมทดลองขี่แล้วก็คล้อยตาม ตกลงเอาคันนี้ ไม่เอาโดเรมอนแล้ว

พอกลับมาถึงบ้าน ไม่ทันเข้าบ้าน โอกิก็รีบเอาจักรยานใหม่มาขี่ก่อนเลย ยอมใส่อุปกรณ์ป้องกันด้วย แล้วก็ขี่ไม่ยอมหยุดเลย ซิ่งมากๆ ท่าทางทะมัดทะแมงไม่เบาทีเดียว ขี่จนเกือบมืดถึงยอมเลิก

พอตอนกลางคืนได้เวลานอน ปิดไฟแล้ว ไม่ถึงห้านาทีไอโกะก็หลับตามฟอร์ม แต่โอกินอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาชวนป่าป๊าคุย ป่าป๊าถามว่า "โอกินอนไม่หลับเหรอ" โอกิก็ยอมรับ ป่าป๊าถามว่า "คิดถึงจักรยานหรือเปล่า" โอกิก็บอกว่าใช่ จนป่าป๊าต้องลุกขึ้นมาเปิดทีวีดูไปด้วย อีกตั้งนานกว่าโอกิจะหลับ พอตื่นเช้าลงไปข้างล่างเจออาเน่ โอกิก็รีบเล่าให้อาเน่ฟังเลยว่า "อาเน่รู้มั้ย เมื่อคืนนี้โอกินอนไม่หลับเลย" อาเน่ถามว่าทำไมถึงนอนไม่หลับ โอกิก็ตอบว่า "ก็โอกิคิดถึงจักรยานมากๆ เลย"

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กลอนวันแม่

ครูประจำชั้นของไอโกะชื่อว่า ครูนาง เป็นครูวิชาภาษาไทย ครูนางชอบแต่งกลอนให้เด็กๆ อ่านบ่อยๆ เวลาเรียนหรือมีกิจกรรมอะไร ครูนางก็เอามาแต่งเป็นกลอนได้หมด ซึ่งไอโกะชอบมาก

พอถึงวันแม่ ครูนางก็เลยให้เด็กๆ แต่งกลอนวันแม่ส่งเป็นการบ้าน แล้วก็ต้องให้ผู้ปกครองเซ็นรับรองด้วยว่า เด็กๆ แต่งเอง ไม่ได้มีใครช่วย ปีนี้ไอโกะก็เลยมีกลอนให้แม่ อันนี้เป็นอันที่ไอโกะทำให้แม่ใหม่ ตัดเป็นรูปหัวใจด้วย




วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เด็กแว้น

ในที่สุดโอกิก็ขี่จักรยานแบบไม่มีล้อข้างได้แล้ว หลังจากที่อยากจะถอดล้อมาหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ ตั้งแต่ไอโกะหัดเป็นตอนปิดเทอมอนุบาลสอง เพื่อนๆ ของไอโกะก็ทยอยหัดกันจนเป็นหมดทุกคน หลังจากนั้นโอกิก็มีความพยายามมาเป็นระยะๆ

แต่จะเรียกว่าความพยายามก็ไม่น่าจะถูก น่าจะเป็นความอยากมากกว่า เพราะเวลาที่ป่าป๊าถอดล้อออกให้ โอกิก็จะบอกให้ป่าป๊าใส่กลับเข้าไปเลย โดยที่ไม่ได้พยายามลองเลยสักครั้ง แม้จะบอกว่าไม่ต้องกลัว เดี๋ยวป่าป๊าช่วยจับให้ โอกิก็ไม่กล้าลอง

จนกระทั่งวันที่โอกิมั่นใจว่าต้องทำได้แน่ๆ โอกิก็ปั่นจักรยานได้เลย ป่าป๊าบอกแม่ว่าป่าป๊าถอดล้อ แล้วก็จับรถให้นิ่งเท่านั้นเอง โอกิก็ปั่นออกไปเลย ไม่มีล้มไม่มีเอียง ง่ายๆ ซะอย่างงั้นเลย แต่เนื่องจากโอกิตัวเล็ก ขาก็เลยยันไม่ถึงพื้น เวลาที่จะออกตัว ต้องมีคนคอยจับให้ แต่เวลาหยุดรถ โอกิหยุดเองได้ ดังนั้นเวลาโอกิจะขี่จักรยานก็ต้องมีคนคอยช่วย

ป่าป๊าพยายามสอนให้โอกิออกตัวเอง เหมือนที่ป่าป๊าสอนให้ไอโกะขี่จักรยานคันใหญ่ที่สูงกว่าตัวไอโกะเหมือนกัน แต่โอกิก็ยังไม่มั่นใจ ไม่ยอมทำ ต้องให้จับอยู่อย่างนั้น ป่าป๊าบอกว่าไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ได้ มีอยู่วันนึงโอกิชวนแม่ขี่จักรยานไปซื้อไอติมปากซอย แม่ก็อุ้มโอกุเดินตามโอกิขี่จักรยานไปเรื่อยๆ โอกิขี่ไปแล้วก็ต้องหยุดรอแม่ แล้วก็ต้องให้แม่จับเพื่อที่จะขี่ต่อไป ขี่ๆ หยุดๆ จนแม่เหนื่อยที่จะจับ ป่าป๊าเลยสอนโอกิว่าไม่ต้องหยุด ถ้าแม่เดินไม่ทัน ก็ให้ขี่วนไปข้างหลังเพื่อรอ จะได้ไม่ต้องหยุดรถ

พอซื้อไอติมเสร็จ ขากลับไปได้ครึ่งทาง แม่หาผ้าอ้อมน้องไม่เจอ เลยบอกให้โอกิหยุดก่อน แล้วแม่ก็มองหาว่าผ้าอ้อมหล่นตรงไหน บอกให้โอกิขี่กลับไปดูให้หน่อย โอกิวนรถกลับไปหยุดหลังแม่แล้วก็ชี้บอกแม่ว่า "นั่นไง ผ้าอ้อมน้องก็อยู่กับหม่าม้าข้างใต้ไง" คือว่าแม่อุ้มโอกุแล้วผ้าอ้อมมันอยู่ตรงก้นที่มืออุ้มอยู่ ก็เลยมองไม่เห็น

พอเจอผ้าอ้อมแล้วแม่ก็เลยเดินต่อ เสียงโอกิตะโกนลั่นว่า "หม่าม้าช่วยด้วย...โอกิไปไม่ได้" แม่ลืมไปว่าต้องจับรถให้โอกิก่อน แม่ก็เลยต้องเดินกลับไปจับให้แล้วก็บ่นว่า "แล้วโอกิหยุดรถทำไมล่ะ" โอกิก็ตอบว่า "ก็หม่าม้าบอกให้โอกิหยุดนี่" เออ..ลืมไป :)

แม่เขียนเรื่องนี้ช้ามากเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว โอกิก็หาวิธีออกรถเองโดยไม่ต้องมีคนจับได้แล้ว ด้วยการใช้ขาไถๆๆ แล้วก็ถีบไปเลย แม่บอกให้ป่าป๊าถ่ายวิดีโอไว้ด้วย ยังไม่ทันพ้นอาทิตย์ เมื่อวานนี้โอกิไม่ต้องใช้ขาไถๆ แบบในวิดีโอแล้ว ใช้ขาถีบออกตัวแบบคนที่ขี่จักรยานเป็นจริงๆ ได้แล้ว วันเสาร์นี้เราจะไปหาซื้อชุดป้องกันให้โอกิกัน เพราะโอกิขี่จักรยานซิ่งมากๆ ชอบลุยตรงที่เป็นเนิน เป็นน้ำ เป็นขอบ ฯลฯ เดี๋ยวจะบาดเจ็บก่อนจะโต

สรุปแล้วโอกิทำลายสถิติเพื่อนๆ ทุกคนเลย เพราะขี่สองล้อได้ตั้งแต่อนุบาลหนึ่ง ยังไม่สี่ขวบเลย


วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โรงเรียนใหม่

ปีนี้โอกิกับไอโกะย้ายไปอยู่โรงเรียนทอสี มีเพื่อนใหม่ แล้วก็ครูใหม่ แรกๆ ก็ไม่ค่อยคุ้นเคย แต่ตอนนี้ปรับตัวได้แล้วทั้งสองคน

ตอนที่อยู่หนูน้อย (สยามสามไตร) ไอโกะเล่นบาสกับเพื่อนๆ เป็นทีมได้แล้ว เพราะครูสอนตั้งแต่อนุบาลสอง เวลาที่มีแข่งกีฬาเดือนละครั้ง แม่ก็ไปดูบ้าง เห็นไอโกะเล่นพอเป็นบ้าง (แม่ไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ มัวแต่คุยกับแม่คนอื่นซะเป็นส่วนใหญ่) แต่ป่าป๊าบอกว่าไอโกะเล่นได้ดีกว่าเพื่อน แม่ก็ไม่ค่อยเชื่อ จนตอนหลังไปเจอกับแม่นินา เขาเล่าให้ฟังว่า ไม่มีไอโกะ ทีมบาสก็เลยเลิกไปเลย แม่นินาถามนินาว่า จัดให้ทีมหนูน้อยไปแข่งกับทอสีเอามั้ย นินาก็บอกว่า ไม่เอา เพราะทอสีมีไอโกะ เดี๋ยวทีมหนูน้อยแพ้

แต่จริงๆ แล้วที่ทอสีไม่มีทีมบาส เพราะไม่มีสอนแบบจริงจัง (ซึ่งป่าป๊าเสียดายมาก เพราะป่าป๊าคิดว่าไอโกะมีทักษะแล้ว น่าจะได้พัฒนาต่อ) เห็นไอโกะมาบอกว่าอยู่ชมรมแชร์บอล มีอยู่วันหนึ่งที่ป่าป๊าไปรับ เจอครูพละที่โรงเรียนก็เลยแนะนำว่า น่าจะให้เด็กเล่นแข่งบาสเป็นทีมบ้าง ครูก็บอกว่า ก็สังเกตอยู่เหมือนกันว่าทำไมเด็กคนนี้ดูมีทักษะในการเล่นดี เหมือนเล่นเป็น อาจจะเอาให้แข่งกับเด็กโตดู แม่ถึงเริ่มเชื่อว่า ไอโกะคงจะพอใช้ได้จริงๆ ^-^



ส่วนโอกิก็ปรับตัวเข้ากับโรงเรียนใหม่ได้ดีกว่าที่คาด แม่ถามคุณครูไก่ว่า โอกิเป็นอย่างไรบ้าง คุณครูก็บอกว่า โอกิน่ารัก เชื่อฟังคุณครูดี แต่ชอบต่อรอง และ "เป็นที่รักของเพื่อนๆ" ซึ่งข้อหลังนี้คิดว่าคงจะจริง เพราะเวลาแม่ไปรับโอกิทีไร ก็จะได้ยินเสียงเพื่อนๆ เรียก "โอกิๆๆๆ" ตลอด เวลาเดินผ่านกัน บางทีก็ได้ยินพ่อแม่เขาพูดว่า "อ๋อ คนนี้เหรอ โอกิ" โดยเฉพาะ "หนุง" ท่าทางจะชอบโอกิมาก เพราะพ่อเขาบอกว่า อยู่ที่บ้านหนุงพูดถึงแต่โอกิทั้งวัน

แต่วันก่อนโอกิก็มาบอกป่าป๊าว่า "โอกิไม่อยากเล่นกับหนุงแล้ว" ป่าป๊าถามว่าทำไม โอกิก็ตอบว่า "ก็หนุงชอบมาเล่นกับโอกิ" อ้าว!

ยังมีอีกนะ ป่าป๊าบอกว่าเมื่อวันก่อน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาพูดกับป่าป๊าว่า "คุณพ่อๆ บ้านโอกิเบอร์โทรอะไร" ป่าป๊าไม่รู้จักเด็กคนนี้ ก็เลยถามว่าหนูจะเอาไปทำอะไร เด็กคนนั้นก็ตอบว่า "ก็น้องหนูเขาอยากได้" แล้วก็ชี้ไปที่หนุง ป่าป๊าถึงรู้ว่าเป็นหนัง พี่ของหนุงนั่นเอง แล้วป่าป๊าเลยถามว่า แล้วหนูมีอะไรมาจดหรือเปล่า หนังก็ตอบว่า "ไม่มี แต่คุณพ่อบอกมาเถอะ หนูจำได้" ป่าป๊าก็เลยบอกไป แต่หนังทำหน้ายุ่งๆ ป่าป๊าบอกไปสองสามครั้ง หนังก็เลยกลับไปหาหนุงแล้วก็บอกว่า "ไม่เอาแล้ว หนุงไปขอเองเถอะ มันยุ่งเหลือเกิน" ^-^

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แววออก

วันก่อนป่าป๊ากลับมาเล่าให้ฟังว่า ตอนอยู่ที่โรงเรียน รอจะกลับบ้าน มีเพื่อนห้องเดียวกับไอโกะเข้ามาทักไอโกะ แต่ไอโกะไม่พูดด้วย ทำหน้าเฉยชา ป่าป๊าต้องเตือนว่าเวลามีคนทักทาย เราก็ควรจะพูดคุยด้วยหรือยิ้มตอบ ไม่งั้นจะเป็นคนไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ปกติไอโกะก็จะเป็นคนขี้อายอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ค่อยพูดคุยกับคนอื่นๆ เวลาเล่นก็จะเล่นกับเพื่อนที่สนิทเท่านั้น เพื่อนผู้ชายนี่ไม่ต้องเลย แบบจะไปทักคนอื่นก่อนนี่ก็ไม่มีทาง

แม่เริ่มเห็นแววแล้วว่า ไอโกะนี่ท่าทางจะเหมือนอี๊นิจแอนด์เดอะแก๊งค์แน่นอน พวกป้าๆ นี่ก็ไม่ค่อยจะสมาคมกับคนนอกวงง่ายๆ เหมือนกัน 5555

ส่วนของโอกิจะส่อแววหรือเปล่า เพราะมีอยู่คืนหนึ่งที่ทั้งสองคนวาดรูปเล่นบนห้องก่อนนอนเหมือนปกติ แม่กับป่าป๊าก็นั่งดูทีวี คุยกันเรื่อยเปื่อย ไม่ทันได้สังเกตว่าโอกิทำอะไร พอมองหน้าอีกทีก็เห็นปากแดงฉ่ำเลย ปรากฎว่าโอกิเอาสีเมจิกไปทาปาก สวยไม่จืดเลย :) เสียดายว่าป่าป๊ารีบหิ้วไปล้างเสียก่อน ไม่ทันได้ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ต่อปากต่อคำ

เมื่อวานบริษัทขายของเล่นตรงพัฒนาการมีของลดราคามาขาย แม่ซื้อของเล่นให้ลูกๆ ทั้งสามหลายอย่างเหมือนกัน แล้วก็ซื้อรถโมเดลจำลองให้ป่าป๊าคันหนึ่ง จริงๆ ก็อยากซื้อให้โอกิเหมือนกัน เพราะโอกิชอบรถมาก แต่มันแพง แม่ก็เลยไม่ซื้อให้ แม่บอกป่าป๊าแล้วก็วางไว้ตรงที่วางของของป่าป๊า พอโอกิเห็นเข้าก็ถามป่าป๊าว่าของใคร ป่าป๊าก็บอกว่า "หม่าม้าซื้อให้ป่าป๊า" โอกิไม่เชื่อ ถือรถมาถามแม่ว่า "หม่าม้าซื้อให้ป่าป๊าหรือเปล่าเนี่ย" แม่บอกว่าใช่ โอกิกอดรถเอาไว้แล้วก็บอกว่า "แต่อยากให้เป็นของโอกิมากกว่า"

ในบรรดาของเล่นลดราคาที่ซื้อมา มีแว่นตาว่ายน้ำสีน้ำเงินอันนึง ตอนแรกที่แม่เอาให้ โอกิไม่สนใจ แต่พออีกวันนึง อาบน้ำเสร็จขึ้นมาบนห้องนอนไม่มีอะไรเล่น โอกิก็เลยเอาแว่นนั้นมาใส่เล่น แล้วก็คงรู้สึกว่าเท่หรือไงไม่รู้ ใส่นั่งดูทีวีกับไอโกะ พอป่าป๊าเปิดประตูเข้ามาเห็น ป่าป๊าก็เลยแกล้งแหย่ "โอ๊ะ...ป่าป๊านึกว่าตัวอะไรมานั่งอยู่ตรงนี้" โอกิเอาแว่นออกแล้วก็ตอบว่า "เมื้อกี๊...โอกิหันไปมองก็นึกว่าตัวอะไรเปิดประตู" โห..ป่าป๊าเกือบหงายหลังแน่ะ

ดูทีวีไปได้สักพัก ป่าป๊าก็เรียกให้หยุดเพื่อไปแปรงฟัน วันนี้ทั้งสองคนทำตัวดีไม่มีอิดออด ป่าป๊าก็เลยชมว่า "ดีมากเลยทั้งสองคน เรียกปุ๊บก็รีบมาเลย แบบนี้ใช้ได้" โอกิก็สวนกลับทันทีเลยว่า "ป่าป๊าก็ใช้ได้"

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กำเนิด "โอกุ" Part III

ตอนที่แม่กลับมาถึงห้องพักเจอป่าป๊าคนเดียว ลูกสองคนไม่อยู่แล้ว ป่าป๊าบอกว่าทุกคนช่วยกันหว่านล้อมให้ไอโกะกับโอกิกลับไปนอนที่บ้าน ทั้งๆ ที่ตอนแรกป่าป๊าตั้งใจให้นอนด้วยกันที่โรงพยาบาล เพราะเป็นห่วงว่าโอกิจะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ซึ่งก็เป็นดังคาด เพราะโอกิงอแงมาก จนจี่๊จี๊โชต้องไปนอนกับโอกิที่ห้องกูโจ้ด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่โอกิไม่มีป่าป๊าหรือหม่าม้านอนอยู่ด้วย

แม่คุยกับป่าป๊าพักนึงแล้วก็นอนเพราะรู้สึกว่าต้องการพักแล้ว นอนยังไม่ทันไร พยาบาลห้องเด็กก็โทรมาถามว่าจะพาน้องมาให้ดูดกระตุ้นน้ำ นมหรือเปล่า คราวนี้มาเร็วมาก ตอนไอโกะแม่จำได้ว่าข้ามคืนเลยทีเดียวกว่าจะได้เจอลูกอีกที สรุปว่าคืนนั้นโอกุได้ดูดนมแม่สองครั้ง แล้วก็ได้รู้ว่าตอนที่อยู่ในห้องคลอด คุณหมอก็ให้ดูดด้วย แสดงว่าการที่แม่เลือกกุมารแพทย์ที่สนับสนุนนมแม่นี่ช่วยสนับสนุนจริงๆ

ความจริงโรงพยาบาลกรุงเทพไม่ได้สนับสนุนนมแม่ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะทั้งไอโกะและโอกิก็ได้นมผสมกลับบ้านทั้งคู่ หมอที่เป็นหัวหน้า แผนกกุมารเวชเองก็เป็นหมอที่ไม่ได้สนับสนุนนมแม่ แต่ที่ต้องทำเหมือนสนับสนุนก็คงเพราะกระแสนมแม่มาแรงจนบีบให้โรงพยาบาล ต้องทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ดีของที่นี่ก็คือ ห้องเด็กอยู่ชั้นเดียวกับห้องพักแม่ แล้วพยาบาลก็ให้ความร่วมมือดีที่จะโทรมาถามทุกครั้งที่ลูกร้องว่า ต้องการให้พาลูกมาให้หรือเปล่า ที่แม่เคยรู้มา บางโรงพยาบาลลูกกับแม่อยู่คนละชั้น ถ้าอยากให้นมลูก แม่ก็ต้องลากสังขารไปให้นมลูกเอง ที่ห้องเด็ก ไม่มีการพาลูกมาส่ง

หลังจากนั้นพยาบาลก็พาโอกุมาให้ดูดนมแม่ทุกสองสามชั่วโมง แม่ลองนับเวลาดู พอครบยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็รู้สึกคล้ายๆ ว่าน้ำนมเริ่มจะมา พอสามสิบหกชั่วโมงก็บีบดูเห็นหัวน้ำนมเริ่มซึมออกมาแล้ว สรุปว่า ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธีนี่ช่วยให้น้ำนมมาเร็วกว่าจริงๆ

ตอนที่อยู่ในห้องพักฟื้น แม่ถามพยาบาลว่าโอกุน้ำหนักเท่าไหร่ พยาบาลก็บอกว่าจำไม่ได้ เพราะวันนั้นมีเด็กคลอดหลายคน (ทั้งหมดเจ็ดคน หกท้อง มีแฝดหนึ่งคู่ พยาบาลที่วอร์ดเล่าให้ฟังวันกลับว่า พวกเขาชุลมุนมาก เพราะปกติจะมีวันละสองสามคนเท่านั้น) พอมาถามป่าป๊าถึงได้รู้ว่าโอกุหนัก 3380 g ยาว 51 cm ขนาดดีทีเดียวเพราะแม่น้ำหนักขึ้นแค่สิบสองโล แล้วก็คลอดตอนสามสิบแปดสัปดาห์ แถมเส้นลายมือขาดหนึ่งข้างเป็นสัญลักษณ์เหมือนกันอีกด้วย

วันรุ่งขึ้นอาเน่พาไอโกะกับโอกิมาหาแม่ ตอนที่โอกิมาถึง เห็นแม่อุ้มน้อง ก็หน้าตาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คงรู้สึกสูญเสียความมั่นใจไปพอสมควร สองสามวันที่อยู่ในโรงพยาบาล โอกิก็ยังทำใจไม่ค่อยได้ ใครมาเยี่ยม ถามว่าเอาน้องไปได้ไหม ก็อยากให้เขาไปทุกคน แล้วก็คอยถามว่า เมื่อไหร่น้องจะกลับห้อง อยากให้น้องกลับห้องได้แล้ว ป่าป๊าก็เลยต้องจัดโปรโมชั่นพิเศษให้โอกิ พาไป 7-11 วันละหลายรอบเลยทีเดียว

วันที่ครบกำหนดกลับบ้านตามแพคเกจ แม่ก็ลุ้นว่าโอกุจะตัวเหลืองหรือเปล่า ปรากฎว่าผ่าน หมออนุญาตให้กลับบ้านได้ กลับถึงบ้านโอกุก็หลับตลอด ท่าทางเลี้ยงง่ายทีเดียว แต่ที่ไหนได้พอตกกลางคืน ร้องทั้งคืนไม่หยุดจนเกือบตีสี่ถึงจะยอมนอน แม่ทรมานสุดๆ เพราะเจ็บแผลมากๆ ทุกครั้งที่ขยับตัว ผ่าตัดคราวนี้พร้อมทำหมันและตัดไส้ติ่ง ให้นอนอย่างเดียวแม่ก็ว่าทรมานแย่แล้ว นี่ต้องคอยอุ้มลูก ให้ดูดนม แล้วก็ฟังเสียงร้องว้ากๆ ของลูกอีกด้วย จะมีอะไรทุกข์ทรมานกว่านี้อีกมั้ยเนี่ย

ตอนสองคนที่แล้ว แม่ไม่เจ็บขนาดนี้ เจ็บคราวนี้ทำให้แม่นึกถึงเวลาดูทีวีแล้วเขาเอาคนที่ได้รับอุบัติเหตุรุนแรงประเภท ขาหัก แขนหัก ม้ามแตก สมองบวม ฯลฯ ขึ้นมาทันทีเลย ใจก็นึกว่าขนาดเรายังเจ็บแสนสาหัสขนาดนี้ แล้วเขาจะทรมานขนาดไหน แม่ฟุ้งซ่านมากขนาดที่ว่า แล้ววันที่เราจะตาย มันจะเจ็บปวดแบบนี้หรือเปล่าหนอ แต่ในที่สุดช่วงเวลาที่แม่คิดว่าแย่สุดๆ มันก็ผ่านไปได้ คืนต่อมาโอกุร้องน้อยลง แล้วก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น จนทุกวันนี้แล้ว แม่คิดว่าโอกุก็เลี้ยงง่ายกว่าพี่ทั้งสองคน

กลับมาเรื่องชื่อของโอกุก่อน ตอนที่ยังไม่รู้ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ป่าป๊าคุยกับแม่ว่า ความจริงเป็นผู้ชายก็ดี จะได้ให้ชื่อโมกุตามที่โอกิตั้งให้เลย พอเป็นผู้ชายจริงๆ ตอนแรกก็เลยคิดว่าเอาโมกุนี่แหละตามที่โอกิตั้ง แต่ไอโกะก็แย้งอีกว่า อยากให้เป็นอ.อ่าง ก.ไก่ เหมือนกัน ไอโกะก็จะเปลี่ยนเป็นโอกุ แล้วพอกูโจ้ไปหาคำแปลมาให้ ถึงรู้ว่า "โมกุ" แปลว่า "นิ่งเงียบ" ส่วน "โอกุ" แปลว่า "ร้อยล้าน" เราก็เลยเอาร้อยล้านกันดีกว่า :)

แต่โอกิก็ยังยืนยันจะเรียก โมกุ เหมือนเดิม เวลาที่โอกิคุยกับโอกุ "ใช่มั้ย โมกุ" โอกุก็จะเงียบ ไอโกะก็จะบอกว่า "โอกิ เรียกน้องว่า
โมกุ น้องไม่พูดด้วยหรอก เพราะว่า โมกุ แปลว่า นิ่งเงียบไง" ส่วนชื่อจริง ตอนแรกที่แม่คิดว่าคงเป็นผู้หญิง แม่คิดว่าจะให้ชื่อ "ขอบฟ้า" พอเป็นผู้ชายก็เลยเป็น "น่านฟ้า" จะได้เข้ากับ "น่านน้ำ"ของโอกิพอดี

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ศิลปิน

ไอโกะ - ไอโกะวาดรูปกลับหัว (ไอโกะวาดรูปดอกไม้กลับหัว หันไปเห็นโอกิกำลังเอาสีเมจิกทาเล็บอยู่)
ไอโกะ - โอกิ เอาสีนั่นไปทาไม่ได้นะ เดี๋ยวก็เอาไม่ออกหรอก หม่าม้า ดูน้องสิ
แม่ - ไม่เป็นไร น้องอยากทาก็ทาไปเถอะ อย่าเอาเข้าปากก็แล้วกัน
ไอโกะ - งั้นไอโกะทาด้วย
โอกิ - สีมันไม่อร่อยใช่มั้ย หม่าม้า

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ความลับ

อันนี้ตอนไอโกะเขียน ทำท่าลับๆ ล่อๆ แม่ถามว่าเขียนอะไร ก็ไม่ยอมบอก แอบไม่ให้ดู พอตอนหลังเขียนเสร็จแล้วเผลอทิ้งไว้ เลยเสร็จแม่

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

อาละวาด

ช่วงปิดเทอมนี้ โอกิอาละวาดบ่อยมากๆ เวลาน่ารักก็น่ารักใจหาย เวลาอาละวาด ก็ทำเอาแม่เครียดไปเลย สาเหตุคงเป็นเพราะต้องห่างแม่ เพราะมีน้อง แล้วไอโกะก็มีเจ๊ผิงมาเล่นด้วย สาวๆ เข้าคู่กันเป็นอย่างดี โอกิเล่นด้วยไม่ค่อยเป็น เล่นแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงโอกิกรี๊ดๆ โวยวาย ตามมาด้วยเสียงไอโกะดังลั่น หม่าม้าๆ โอกิเอาทรายใส่หัวเจ๊ผิง.. โอกิแย่งของเล่น.. โอกิไม่ให้นั่งชิงช้า.. โอกิสารพัด

เมื่อเช้าตอนอาบน้ำ แม่ก็ได้ยินเสียง ไอโกะตะโกนลั่น "โอกิ..ไม่ได้นะ กินไม่ได้นะ" แม่ถามว่าอะไร ไอโกะก็ตะโกนตอบมาว่า "ก็โอกิจะกินน้ำจากก็อก" แม่ก็เลยตะโกนบอกไปว่า "ไม่เป็นไร กินได้ ปล่อยให้น้องกินไปเลย" เสียงไอโกะสวนกลับมาว่า "แต่มันมีน้ำสบู่อยู่ในขวดด้วยนะ" แล้วแม่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ตอนหลังอาเน่มาเล่าให้ฟังว่า ไอโกะบอกโอกิว่า "เออ ดี กินเข้าไปเลย กินให้ตายเลยนะ ตายซะได้ก็ดี" ชักจะโหดแล้วนะเนี่ย พี่สาวคนนี้

พอตอนบ่ายๆ แม่นั่งดูทีวีกับอาเน่ ก็ได้ยินเสียงโอกิกรี๊ดๆ อาละวาดอีก ออกไปดูก็เห็นกำลังอาละวาดอยู่กับจี่จี๊โชว ได้ความว่า โอกิจะกดปุ่มเครื่งซักผ้าที่กำลังทำงานเล่น แล้วจี่จี๊ไม่ยอม อาเน่เลยต้องลากโอกิเข้าบ้าน มานั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ทั้งขู่ทั้งปลอบกันจนสงบสติอารมณ์ได้

ตอนเย็นป่าป๊ากลับมา ถามโอกิว่าวันนี้โอกิร้องไห้หรือเปล่า โอกิพยักหน้าแบบอายๆ ป่าป๊าถามต่อว่า ร้องนิดเดียวใช่มั้ย โอกิส่ายหน้าแล้วก็บอกว่า "ร้องเยอะ" พอป่าป๊าถามว่าร้องเรื่องอะไร โอกิก็ตอบว่า "ได้แค่นี้" ป่าป๊าถามว่า "จำไม่ได้เหรอ" โอกิบอกว่า "พูดไม่ได้แล้ว พูดได้แค่นี้" แล้วก็เดินหนีไปเลย

ของแถม : มีอยู่วันนึง ตอนที่เล่นทรายกัน แล้วโอกิก็แกล้งคนอื่นอีก อาเน่ไปห้ามทัพ แล้วก็แกล้งพูดเปรยๆว่า "ระวังนะ เด็กเกเรแบบนี้ วันหลังอาเน่ไม่พาไปเที่ยวแล้ว" โอกิก็ตอบกลับทันทีว่า "อาเน่ก็ต้องระวังนะ เดี๋ยวอาเน่แก่ๆ แล้วโอกิก็ไม่พาอาเน่ไปเที่ยวเหมือนกัน"

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

กำเนิด "โอกุ" Part II

พอถึงโรงพยาบาลก็ตกลงกันว่าจะผ่าตอนเย็น หมอไม่อยากให้นานกว่านี้ แต่แม่ก็ดันไปกินข้าวตอนสิบเอ็ดโมงเสียอีก เพราะจำไม่ได้ว่าเขาให้งดอาหาร ถ้ารอให้งดอาหารครบแปดชั่วโมง ก็จะเกินเวลาสิบสองชั่วโมงที่น้ำเดิน แต่สรุปแล้วหมอก็ให้แม่ก็เข้าห้องผ่าตัดตอนใกล้ๆ ห้าโมง

ทั้งสองท้องแรก ป่าป๊าไม่ได้เข้าห้องผ่าตัดกับแม่ แต่คราวนี้หมออนุญาตให้เข้าได้ ถ่ายรูปได้ แต่ห้ามถ่ายวิดีโอ ตอนที่อยู่ในห้องรอคลอด พยาบาลกลับบอกว่า เอากล้องเข้าไปไม่ได้ เพราะเขาไม่อนุญาต บอกว่ามีกรณีฟ้องร้องกันเยอะ เอารูปที่ถ่ายไปเป็นหลักฐานอะไรทำนองนั้น ป่าป๊าก็เลยหงุดหงิด เพราะตั้งใจเต็มที่ แต่สุดท้ายก่อนเข้าห้อง ป่าป๊าก็ไปคุยกับหมออีกที หมอบอกว่าถ่ายได้ หมออนุญาต ป่าป๊าก็เลยได้ถ่ายรูปคราวนี้เอง สมความตั้งใจ

ถึงจะคลอดมาแล้วสองคน แม่ก็ยังกลัวอยู่ดี ตอนที่ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดไปก่อน (เขาต้องเตรียมอะไรๆ ให้เรียบร้อยก่อน ถึงค่อยให้คุณพ่อเข้ามาได้) แม่ก็ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ มองเห็นนาฬิกาในห้องผ่าตัด 16.48 แล้ววิสัญญีแพทย์ก็มาฉีดยาบล็อกหลังให้ พอเริ่มชา ก็รู้สึกว่าเขาทำอะไรกันชุลมุนทีเดียว แม่ก็รอว่าเมื่อไหร่ป่าป๊าจะเข้ามาเสียที อยากจะถามก็ไม่กล้า แล้วก็ได้ยินเสียงพูดว่า "ลงมีดสิบเจ็ดศูนย์ศูนย์" แต่ตอนนั้นแม่มองไม่เห็นนาฬิกาแล้ว เพราะเขาเอาผ้ามาบัง ก็เลยไม่รู้ว่าเวลาเท่าไหร่ยังไง สักพักก็ได้ยินเสียงพูดว่า "คุณพ่อมารอแล้ว" ก็เลยอุ่นใจว่า เขาไม่ได้ลืมให้ป่าป๊าเข้ามาแน่

แล้วป่าป๊าก็เข้ามา ถามแม่ว่าเจ็บหรือเปล่า แม่ก็บอกว่าไม่เจ็บ ป่าป๊าเล่าให้ฟังทีหลังว่า ตอนที่เดินเข้ามาเห็นมีเลือด (แสดงว่าลงมีดไปแล้ว) หมอกับผู้ช่วยทำท่าทั้งงัด ทั้งดึง (ป่าป๊าทำท่าทางให้ดูด้วย) เหมือนใช้แรงมากๆ ดูน่าจะเจ็บไม่น้อยทีเดียว แต่พอแม่บอกไม่เจ็บ ป่าป๊าก็เลยเริ่มลงมือถ่ายรูป

กล้องที่ป่าป๊าใช้เป็นกล้องแบบคนที่เล่นกล้องใช้ ไม่ใช่กล้องปัญญาอ่อน เวลาที่ถ่ายรูป เสียงมันจะดังรัวๆ แบบมืออาชีพ ป่าป๊าก็รัวเป็นชุดเลย จนวิสัญญีแพทย์ที่อยู่ด้วยกันทนไม่ไหว บอกว่า "คุณพ่อ นี่เขาไม่ให้ถ่ายรูปหรอกนะคะ" ป่าป๊าก็เลยบอกว่า คุณหมอที่ผ่าตัดอนุญาต แล้วก็ชวนคุยว่า คุณหมอจำผมไม่ได้เหรอ ลูกผมทุกคนก็คุณหมอนี่แหละเป็นคนบล็อกหลัง (รู้สึกว่าหมอสมบูรณ์มักจะเลือกหมอวิสัญญีคนนี้ร่วมทีมผ่าทุกครั้ง ทั้งสองหมอ แม่ว่าอายุคงจะหกสิบ บวกลบได้มั้ง ทีมนี้มั่นใจได้)

คุณหมอฟังแล้วก็เลยรู้สึกโอเคขึ้นมั้ง แม่ได้ยินเสียงเขาคุยกัน แต่จำความไม่ค่อยได้ แล้วก็ได้ยินเสียงหมอวิสัญญีพูดว่า "นี่ไงๆ ออกมาแล้ว คุณพ่อถ่ายเลยๆ" วินาทีนั้น แม่ก็รอฟังว่าทุกอย่างเรียบร้อยหรือเปล่า ลูกแม่จะมีอะไรผิดปกติมั้ย แล้วก็ได้ยินเสียงบอกว่า "ผู้ชาย" แล้วก็มีเสียงร้องจ้า ไม่ได้ยินว่ามีอะไรผิดปกติ แม่ก็เลยโล่งใจ

พอเขาทำความสะอาดเด็กเสร็จ ก็จะเอามาให้แม่ดู ให้ถ่ายรูปด้วยกัน แม่จำได้ว่าทั้งสองคนแรกแม่ไม่ได้เห็นลูกเลย หมดสติไปก่อน ได้ยินเสียงหมอบอกว่า เอาเด็กมาให้แม่ แล้วเดี๋ยวหมอจะให้ยาให้พักแล้ว แม่กำลังจะเอ่ยปากว่า อย่าเพิ่งให้ยาขอดูลูกก่อน ปรากฎว่าไม่ทันอีกตามเคย แม่หมดสติไปก่อนแล้ว ทั้งๆ ที่ตายังลืมอยู่นั่นแหละ รูปที่ถ่ายมาก็เห็นว่าแม่ยังลืมตามองกล้องอยู่ แต่จริงๆ แล้ว แม่ไม่มีสติแล้ว จำอะไรไม่ได้เลย

ปกติหลังจากผ่าตัดเสร็จ จะต้องนอนพักฟื้นดูอาการประมาณสองชั่วโมง แล้วถึงจะกลับห้องพักได้ ป่าป๊าก็ได้รับแจ้งว่าเขาจะพาแม่มาส่งประมาณสองทุ่ม แต่ปรากฎว่า มีเหตุขัดข้องบางอย่าง แม่จำไม่ค่อยได้ คล้ายๆ ได้ยินพยาบาลพูดว่าเลือดมันไหลออกจากมดลูกไม่หมด หรืออะไรทำนองนี้ แล้วเขาก็มาช่วยกันนวดหน้าท้องแม่เพื่อไล่เลือดออกให้หมด ตอนที่เขาทำก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว ปรากฎว่า แม่ปวดสุดชีวิต ปวดขนาดว่า ถ้าปวดแบบนี้ตายดีกว่ามั้ง

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

กำเนิด "โอกุ" Part I

ตอนที่รู้ว่าท้องโอกุนั้น แม่รู้สึกบอกไม่ถูก เพราะแม่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะท้อง ไม่เหมือนไอโกะกับโอกิที่แม่รอว่าเมื่อไหร่จะท้อง ตอนที่ประจำเดือนขาดไปครบอาทิตย์ แม่ก็เลยทดลองตรวจดู พอเจอสองขีดแล้วก็แทบไม่อยากเชื่อ แม่รีบโทรไปบอกป่าป๊า ป่าป๊าก็หัวเราะชอบใจ แต่แม่ก็งงไปหลายวันทีเดียว

ด้วยความที่โอกิเลี้ยงยากมากๆ กินน้อย นอนน้อย ขนาดสามขวบแล้วก็ยังตื่นทั้งคืน ติดแม่มากๆ ทำให้แม่รูสึกกลัวที่จะมีลูกอีกคน พอโอกุมาแบบไม่ได้นัดหมาย ทำให้แม่รู้สึกบอกไม่ถูกจริงๆ ไม่ได้ดีใจ แต่ก็ไม่ได้เสียใจ ตกใจมากกว่า แต่ในที่สุดแม่ก็คิดว่า คงเป็นฟ้าลิขิตมั้ง แล้วหมอดูหลายคนก็เคยบอกว่าเราน่าจะมีลูกสามคน สุดท้ายแม่ก็เลยรู้สึกโล่งใจมากกว่า แบบว่าไม่ต้องคิดแล้วว่าจะมีลูกอีกคนดีมั้ย

ท้องนี้วันที่ครบกำหนดคลอดแม่ก็จะอายุ 38 ปีแล้ว ด้วยเงื่อนไขนี้ หมอทุกคนก็ต้องเสนอให้เจาะน้ำคร่ำหรือเจาะเลือดเพื่อดูว่าลูกในท้อง มีความเสี่ยงที่จะเป็นดาวน์หรือเปล่า ตอนท้องโอกิ แม่เจาะเลือด แต่ไม่เจาะน้ำคร่ำ ท้องนี้ป่าป๊าก็ยืนยันเหมือนเดิม คือ ไม่ซาวนด์ ไม่เจาะน้ำคร่ำ เพราะคิดว่าไม่ว่าผลจะออกยังไงเราก็คงไม่ทำแท้งอยู่ดี ถ้ามีใครถาม ป่าป๊าก็จะบอกว่า ธรรมชาติสร้างน้ำคร่ำมาให้เป็น protection ของเด็กในท้องเลยนะ การเจาะเข้าไปนี่ถือว่าทำลายเกราะป้องกัน ความเสี่ยงที่เด็กในท้องจะมีอันตรายยิ่งน่ากลัวกว่าอีก สรุปแม่ก็เลยอาศัยสวดมนต์ทุกวัน ให้ลูกออกมาแข็งแรงปลอดภัยดี

ช่วงแรกแม่รู้สึกว่าแพ้ท้องมากกว่าทั้งสองครั้ง ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นผู้ชายเหมือนโอกิ คิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิง เพราะยังเชื่อว่าโครโมโซมทางฝ่ายอาม่าน่าจะได้ลูกผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่พอช่วงใกล้ๆ คลอด แม่ทรมานมาก ท้องแข็งตึงทุกคืน นอนไม่ค่อยหลับ อึดอัดมากๆ รู้สึกว่าลูกดิ้นแรงเหลือเกิน เจ็บไปหมด บางทีก็นึกว่าอาจจะเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยัน ตอนที่ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ มีผู้หญิงที่ขายปี่เซี๊ยะทักเหมือนกันว่า ผู้ชาย ซินแสที่ไปดูฤกษ์ว่าจะคลอดเมื่อไหร่ก็ว่าผู้ชาย ขนาดกุ๊งก็บอกว่าต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ สรุปว่าตอนใกล้คลอดนี่ มีแต่คนว่าผู้ชายทั้งนั้นเลย

แม่จะครบ 40 weeks วันที่ 6 เม.ย. หมอบอกว่าเลือกเวลาคลอดได้ตั้งแต่วันที่ 20 เป็นต้นไป ฤกษ์คลอดที่ซินแสให้คือวันที่ 26 มี.ค. แต่มีปัญหาคือ หมอจะต้องไปต่างประเทศวันที่ 24-31 มี.ค. ตอนแรกก็คิดว่าจะให้หมอคนอื่นทำคลอดให้ แต่พอคุยกันไปคุยกันมา ก็เปลี่ยนใจ แม่เลยดูวันเองว่าจะคลอดวันที่ 7 เม.ย. แล้วกัน รอหมอกลับมาด้วย แต่พอเอาเข้าจริงโอกุกลับเลือกวันที่จะเกิดเอง

วันเสาร์ที่ 21 แม่ไปตรวจครรภ์ตามนัด แล้วก็แจ้งหมอว่าจะรอคลอดวันที่ 7 แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่หมอไม่อยู่ หมอก็จะฝากหมออีกคนไว้ แต่หมอก็ชวนคุยเล่นๆ ว่า แล้วพรุ่งนี้ไม่ดีเหรอ เห็นมีนัดมาคลอดตั้งสามคน น่าจะวันดีนะ แม่กับป่าป๊าก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จริงๆ แล้ว ตอนที่แม่คิดว่าจะเลื่อนไปวันที่ 7 นั้น แม่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะรู้ตัวอยู่ว่า เจ็บท้อง ปวดหลัง ปวดตัวแย่แล้ว ทรมานมาก ดูเหมือนไม่น่าจะทนได้อีกตั้งเกือบสามอาทิตย์เลย แต่ตอนที่หมอตรวจแล้วบอกว่าปกติดี ท้องก็ยังสูงอยู่ (คนใกล้คลอด ท้องจะลด) ก็ใจชื้นว่า คงจะรอได้มั้ง

วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ที่ 22 เราต้องไปเช็งเม้งกันที่สระบุรี ตอนประมาณตีสาม แม่นอนๆ อยู่ก็รู้สึกว่ามีน้ำเดิน แต่ก็ไม่แน่ใจ เพราะเหมือนมันนิดเดียว แล้วทั้งสองท้องที่ผ่านมา แม่ก็ไม่เคยมีอาการน้ำเดินเลย พอตอนหกโมงลุกมาอาบน้ำ แม่ก็รู้สึกอีกว่ามีน้ำไหลออกมา คราวนี้น่าจะใช่แน่ๆ เพราะมันมากกว่าตอนแรก แม่ก็เลยบอกป่าป๊าว่า แม่จะรออยู่ที่บ้าน ให้ทุกคนไปเช็งเม้งกัน ถ้ายังไงแม่ก็จะเรียกแท้กซี่ไปรพ.เอง แต่ป่าป๊าบอกว่าไม่เอาหรอก ให้ไปด้วยกัน สระบุรีไม่ไกล ถ้าจะคลอดจริงๆ ก็น่าขับรถกลับมาทัน

เรารู้กันอยู่สองคน ไม่ได้บอกใคร ตอนที่นั่งรถไป แม่ก็รู้สึกเจ็บท้องเป็นจังหวะแล้ว แม่ดูนาฬิกา มันห่างกันประมาณ 10-15 นาที แม่ก็จำไม่ได้ว่ามันต้องเจ็บถี่แค่ไหน ถึงจะต้องรีบไปโรงพยาบาล แต่ก็รู้สึกกังวลไม่น้อย นั่งรถไป แม่ก็มองข้างทางไปด้วย เห็นโรงพยาบาลหนองแค แม่ก็บอกให้ป่าป๊าจำเอาไว้ว่ามีโรงพยาบาลตรงนี้ด้วยนะ เผื่อฉุกเฉิน แต่ใจก็ไม่อยากมาคลอดโรงพยาบาลเล็กๆ แบบนี้เลย

ระหว่างทางที่แวะปั๊มเข้าห้องน้ำ แม่ก็โทรไปปรึกษาพยาบาล พยาบาลก็พูดทำนองว่าอาจจะไม่ใช่น้ำเดิน อาจเป็นตกขาวก็ได้ รอให้แน่ใจก่อนค่อยมาก็ได้ แต่ถ้าอยากมาตรวจก็ให้มาเลย แม่แน่ใจว่าไม่ใช่ตกขาวแน่นอน ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวไปให้ถึงที่ก่อน ถ้าปวดมากๆ ก็เอาของลงแล้วค่อยรีบไปโรงพยาบาล ให้ทุกคนไหว้แล้วตามกลับไปทีหลัง เพราะเราเอารถไปกันสองคัน

พอถึงที่หมาย แม่ก็นั่งนิ่งๆ อยู่ในรถ ไม่พยายามเคลื่อนไหวมาก อาการปวดก็เหมือนจะน้อยลง ก็เลยอยู่ไหว้กันจนเสร็จ กลับมาถึงบ้านประมาณสิบเอ็ดโมง ตอนเที่ยงป่าป๊าก็เลยโทรไปคุยกับหมอ หมอบอกว่าน้ำเดินแล้ว ไม่ควรเกินสิบสองชั่วโมง ต้องผ่าแล้ว ไม่งั้นจะเสี่ยงกับการติดเชื้อ เราก็เลยต้องรีบไปโรงพยาบาลกัน โกลาหลกันพอสมควร เพราะไม่มีใครรู้ พออาเน่รู้ก็ยังว่า ดีนะไม่ไปเป็นอะไรระหว่างทาง

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

เซี่ยงไฮ้ 5-8 มี.ค.52

ในที่สุดเราก็ได้ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้กันจนได้ ทั้งๆ ที่แม่ก็ท้องแปดเดือนแล้ว เรื่องของเรื่องก็เพราะว่า อยู่ดีๆ บริษัทวีคูลก็เกิดงานเข้าอะไรไม่รู้ สมนาคุณผู้แทนจำหน่ายให้ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ฟรี ร้านของแม่ได้ฟรีสามคน ตอนแรกแม่ก็จะให้น้ากัลไปกับอาเน่กับกูโจ้ แต่น้ากัลไม่อยากไป พอมาบอกป่าป๊า ป่าป๊าก็พูดหน้าตาเฉยว่าเราไปกันเถอะ เพราะไม่มีใครเคยไปเลย

แม่ก็ถามว่าจะเอาจริงเหรอ 36 week แล้วนะ คือเป็นเส้นตายสำหรับคนท้องที่เขาอนุญาตให้ขึ้นเครื่องได้โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ป่าป๊าก็บอกว่าไม่เห็นเป็นไร มันบินแค่สามสี่ชั่วโมง ยังไม่ทันคลอดหรอก แม่ก็เลยตามเลย ทั้งๆ ที่ก็รู้สึกกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะไหวหรือเปล่า เพราะท้องนี้ แม่รู้สึกทรมานมาก นอนไม่ค่อยหลับ ปวดหลัง ปวดเอว จนรู้สึกอยากจะคลอดเร็วๆ ให้รู้แล้วรู้รอดไป

ด้วยความที่เวลามันกระชั้นชิดมาก คือ เขามาบอกว่าให้ฟรี ก็อีกสองอาทิตย์จะเดินทางแล้ว พอตกลงใจว่าไปแน่ แม่ก็เลยให้น้ากัลไปเจรจาซื้อฟิล์มเพิ่ม เพื่อที่จะได้ไปฟรีเพิ่มอีกสามคน สรุปว่าเราหกคนก็เลยไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้กันฟรีๆ

วันเดินทางก็มีแต่คนมาถามว่าท้องกี่เดือนแล้ว ไปได้เหรอ แม่ก็ได้แต่โกหกว่า หกเดือน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องใบรับรองแพทย์ คนที่รู้ต่างก็เป็นห่วงกันทั้งนั้น จริงๆ แล้ว แม่ว่าเขาคงนึกในใจกันว่าแม่นี่ช่างดันทุรังจริงๆ ท้องโย้ขนาดนี้ ยังอยากเที่ยวอีก แม่ได้แต่ภาวนาว่าให้ทุกอย่างมันเรียบร้อย อย่าได้ไปเกิดฉุกเฉินต้องคลอดระหว่างทัวร์ ไม่งั้นต้องมีคนสรรเสริญเอาแน่ๆ เชียว

แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ได้มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นแต่ประการใด แต่แม่ก็ต้องขอบ่นว่าทรมานสังขารจริงๆ ด้วยที่ว่าเราเลิกไปเที่ยวทัวร์กันนานแล้ว พอมาเจอโปรแกรมตื่นหกโมง กินข้าวเจ็ดโมง ออกเดินทางแปดโมง เปลี่ยนโรงแรมทุกวัน ขึ้นรถ ลงรถทั้งวัน ท้องก็โย้ซะขนาดนี้ สามคืนสี่วัน ทำเอาแม่สะบักสะบอมแทบแย่ แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2552

ลายมือผู้ใหญ่

ไอโกะวาดรูปทุกวัน ทุกวันจริงๆ ไม่มีวันไหนไม่วาดรูปเลย วาดให้พ่อให้แม่ ให้น้อง ให้เชียร์ไประบายสี วาดให้พ่อแม่แทนโอกิก็มี วาดๆๆๆๆๆ จนแม่เก็บเกือบไม่หมด ทิ้งไปก็เยอะ โอกิก็พลอยได้อานิสงส์ บางทีก็มีอารมณ์วาดด้วย แต่ของโอกิเป็นเส้นๆ ขีดๆ ดูไม่รู้เรื่อง พอไอโกะวาดเสร็จก็จะเอามาให้แม่ โอกิก็จะทำตาม เอาที่ตัวเองขีดๆ มาให้แม่ด้วย ด้วยความที่โอกิวาดไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไร ส่วนใหญ่แม่ก็จะทิ้งถังขยะไป บางทีไอโกะเห็นที่ถังขยะ ก็จะโวยวายว่า อันนี้น้องวาดให้หม่าม้านะ ทำไมหม่าม้าเอามาทิ้งล่ะ แม่แก้ตัวไม่ถูกเลย

มีวันนึงป่าป๊ามาเล่าให้แม่ฟังว่า โอกิเอาที่โอกิวาดมาให้ป่าป๊า แล้วป่าป๊าก็ถามโอกิว่า อันนี้โอกิวาดให้หม่าม้าไม่ใช่เหรอ โอกิตอบว่า "ให้หม่าม้า แล้วหม่าม้าก็เอาไปทิ้ง ให้ป่าป๊าดีกว่า" :)

รูปนี้ไอโกะวาด แล้วก็เขียนคำบรรยายประกอบ บรรทัดแรกก่อน บอกป่าป๊าว่า "ไอโกะเขียนหนังสือแบบผู้ใหญ่" คือไอโกะสังเกตว่าผู้ใหญ่ชอบเขียนหนังสือแบบนี้ ไม่มีหัว หวัดๆ แล้วก็เขียนตาม ป่าป๊าก็เลยเตือนว่า "ไอโกะเขียนแบบนี้ไม่ดีนะ อีกหน่อยไอโกะก็จะเขียนหนังสือไม่สวยนะ" ไอโกะก็เลยเขียนบรรทัดที่สองใหม่ แล้วก็เอามาให้ป่าป๊าดูแล้วก็บอกว่า "นี่ไง ไอโกะก็ยังเขียนสวยเหมือนเดิม"

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

หนังสือ

ในที่สุดโอกิก็เริ่มที่จะให้แม่อ่านหนังสือให้ฟังบ้างแล้ว เล่มที่ชอบมากเวลานี้ก็คือ วาฬใหญ่ใจดี โอกิให้แม่อ่านให้ฟังทุกคืน คืนละสามครั้ง คือจบปุ๊บก็ให้อ่านซ้ำอีกสองครั้ง

เมื่อสองสามวันก่อน แม่เดินออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นโอกิกำลังเอากรรไกรตัดหนังสือ วาฬใหญ่ใจดี อยู่พอดี แม่เลยเรียกโอกิ แล้วก็ถามว่า "โอกิ ทำอะไรอยู่ครับ" โอกิสะดุ้งเล็กน้อย แล้วก็เงยหน้ามองแม่แบบประเมินสถานการณ์ว่าจะเอาไงดี แม่เองก็กำลังประเมินสถานการณ์เช่นเดียวกันว่าจะทำยังไงดี แม่ก็เลยถามซ้ำว่า "โอกิตัดหนังสือทำไมครับ โอกิอยากตัดกระดาษเหรอ หม่าม้าเอากระดาษอื่นให้ตัดนะ เอามั้ย เราไม่ตัดหนังสือกันนะครับ" โอกิส่ายหน้าแล้วก็บอกว่า "ก็โอกิไม่ชอบพระอาทิตย์ โอกิจะเอาพระอาทิตย์ออก"

แม่ก็เลยขอดูที่โอกิตัดออก ก็เห็นรูปพระอาทิตย์เล็กๆ ที่อยู่ปกด้านใน ป่าป๊าก็เลยบอกว่า "โอกิ วันหลังไม่ตัดหนังสือแล้วนะครับ ถ้าตัดแล้วเดี๋ยวเราก็ไม่มีอ่านนะ" โอกิตอบว่า "ก็โอกิไม่ชอบแบบนี้" ป่าป๊าก็เลยพูดใหม่ว่า "วันหลังถ้าจะตัดหนังสืออีก ต้องถามก่อนนะครับ" โอกิพยักหน้าแล้วก็ถามว่า "ถามใคร" ป่าป๊าบอกว่า "ถามหม่าม้าหรือป่าป๊าก็ได้"

พอมาคืนนี้ แม่นั่งดูทีวีอยู่ โอกิก็เรียก "หม่าม้าค้าบ โอกิตัดหนังสือได้มั้ยคับ" มือก็จับหนังสืออยู่ แล้วก็ตัดไปบางส่วนแล้ว แม่ถามว่าคราวนี้ตัดทำไม ก็ได้รับคำตอบว่า "โอกิจะเอาอันนี้ออก" ตัดเสร็จออกหนึ่งหน้า แล้วก็เอามาให้แม่ดูแล้วก็บอกว่า "โอกิตัดออกแล้ว แต่โอกิยังใช้อยู่นะ"

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

น้องชื่ออะไรดี

อีกไม่ถึงสองเดือน น้องของไอโกะกับโอกิก็จะออกมาแล้ว เรื่องที่มีคนถามมาตลอดตั้งแต่รู้ว่าแม่จะมีลูกคนที่สามก็คือ แล้วคนนี้จะให้ชื่ออะไรดี แม่กับป่าป๊าก็ยังคิดๆ อยู่ว่า จะให้ชื่ออะไรดี แต่ก็ยังไม่ได้ตกลงใจ แล้วเราก็ยังไม่รู้ด้วยว่าเป็นผู้หญิงหรือผูชาย

ป่าป๊าค่อนข้างเชื่อว่าจะเป็นผู้หญิง วันก่อนก็เลยถามแม่ว่าให้ชื่อ "ไอน้ำ" เอามั้ย พอไปถามไอโกะ ไอโกะก็ไม่ค่อยชอบใจ บอกป่าป๊าว่าอยากให้เป็นญี่ปุ่นเหมือนๆ กัน

แม่ก็เลยบอกว่างั้นเอา "ยูกะ" ก็ได้ ไอโกะก็ท่าทางจะยอมรับได้ อีกวันนึงที่ป่าป๊าไปส่งทั้งสองคนที่โรงเรียน ก็ถามไอโกะอีกทีว่า ถ้าเป็นน้องสาวก็ชื่อ "ยูกะ" นะ ไอโกะก็บอกว่า "ยูกะจัง" แล้วโอกิก็สวนกลับมาว่า น้องชายโอกิก็ชื่อ "โมกุ" คิดเองเลยนะเนี่ย


วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เสื้อผ้าเจ้าปัญหา

ตอนไอโกะเล็กๆ แม่ซื้อเสื้อผ้าอะไรให้ใส่ก็จะใส่แบบนั้น พอเริ่มโตหน่อยสักห้าขวบ ก็เริ่มที่จะเลือกเสื้อผ้าใส่เองแล้ว คราวนี้แม่จะซื้ออะไรให้ก็ต้องถามกันก่อน ถ้าซื้อมาเลยก็จะมีแบบว่าไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ไม่ใส่เอาเหมือนกัน แม่ว่าก็คงเป็นเรื่องปกติ เด็กคนอื่นก็คงเป็นประมาณนี้

แต่โอกิไม่เหมือนเด็กคนอื่น สามสี่เดือนมานี้ (ตั้งแต่เกือบๆ จะครบวันเกิดสามขวบได้มั้ง) โอกิสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับทุกคนเป็นอันมากเรื่องเสื้อผ้าที่จะใส่ เพราะอยู่ดีๆ ก็ไม่ยอมใส่เสื้อผ้าที่จัดให้อีกต่อไป จะเลือกเอง (เสื้อผ้าที่แม่ซื้อให้ก็ไม่ถูกใจสักตัว) เลือกเองเฉยๆ ไม่เท่าไหร่ แต่นี่โอกิเลือกตัวเดิมทุกครั้ง กางเกงยีนส์ตัวเก่ง เสื้อยืดโดเรมอน ชุดนอนที่โรงเรียนสีฟ้ารูปรถ ที่บ้านสีเหลืองรูปหมี นอกเหนือจากนี้จะไม่ใส่เลย

พออาบน้ำเสร็จโอกิก็จะไปหยิบกางเกงยีนส์ตัวเก่ามาใส่ซ้ำ พอบอกว่าต้องซักก่อนก็ไม่ยอม ทะเลาะกันอยู่ตั้งนาน เอาตัวใหม่ให้ใส่ก็ไม่ใส่ แรกๆ ก็ต้องบังคับกันทั้งน้ำตา สุดท้ายจี่จี๊โชวก็เห็นใจ แก้ปัญหาด้วยการซักทันทีที่ไปอาบน้ำ แล้วตากตอนกลางคืน พรุ่งนี้เช้าแห้งแล้วก็เอามาใส่ใหม่ ชุดนอนก็เหมือนกัน เช้าตื่นขึ้นมาก็ต้องซักเลย เดี๋ยวกลางคืนใส่ใหม่ เสื้อโดเรมอน แม่ก็ต้องไปหาซื้อที่เหมือนๆ กันมาหลายๆ ตัว ไม่งั้นเสื้ออื่นก็ไม่ใส่

ตอนแรกๆ ชุดที่เอาไปโรงเรียนเพื่อเอาไว้ใส่กลับบ้าน จี่จี๊ก็จะจัดเสื้ออื่นๆ ใส่กระเป๋าให้ ตอนอยู่ที่โรงเรียน โอกิก็ไม่มีทางเลือก ก็ต้องใส่แบบนั้นกลับมา แต่พอมาถึงบ้านก็จะรีบเปลี่ยนกลับเป็นตัวเก่งที่ชอบทุกครั้ง นานๆ เข้าก็รู้จัดแก้ปัญหาด้วยตนเอง พอจี่จี๊จัดกระเป๋าให้ โอกิก็จะมาตรวจดูก่อนว่า ที่จัดเสื้อผ้าให้ถูกใจหรือเปล่า ถ้าไม่ถูกใจก็จะเปลี่ยนทันที ทำไมเรื่องมากอย่างนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน

ช่วงที่อากาศหนาวๆ ไม่รู้ว่าใครพูดอะไรยังไง อยู่ดีๆ โอกิก็ยอมเปลี่ยนชุดนอนเป็นชุดเสื้อแขนยาวรูปลิง พอแม่เห็นโอกิใส่วันแรกก็ดีใจว่า เออ ยอมใส่ชุดอื่นแล้ว แล้ววันต่อๆ ก็ใส่ชุดนี้อีก แบบว่าเปลี่ยนมาใส่ชุดนี้แล้วก็จะใส่จนกว่าจะเบื่อกันไปข้างนึง ขนาดว่ามีอยู่คืนนึง โอกิฉี่ลูกไปฉี่ไม่ทัน กางเกงเปียกไปแล้ว โอกิถอดกางเกงแล้วก็ไปฉี่ส่วนที่เหลือ แม่ก็เอากางเกงใหม่มาให้ใส่ โอกิก็ไม่ยอมใส่ ร้องฮือๆ "โอกิจะใส่กางเกงลิงๆๆ" แม่บอกว่ามันเปียกแล้วนี่ไง แล้วก็ส่งให้จับดู โอกิรีบคว้าไปแล้วก็จับใส่เลย แม่ต้องดึงกลับมาแล้วก็บังคับให้ใส่ตัวใหม่แทน โอกิก็จำใจยอม แล้วก็ร้องไห้หลับไป

เรื่องเสื้อผ้านี่โอกิไม่ใช่ว่าเรื่องมากกับของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเรื่องมากกับเสื้อผ้าที่คนอื่นใส่อีกด้วย เวลาที่แม่ใส่เสื้อผ้าชุดที่โอกิไม่ชอบ โอกิก็จะบอกว่า "ไม่ชอบให้หม่าม้าใส่ชุดนี้" อยากให้ใส่ชุดนั้นชุดโน้น แต่โอกิก็บังคับแม่ไม่ได้หรอก คนที่โอกิบังคับได้ก็คือ จี่จี๊โชว จี่จี๊โชวเป็นคนสะโพกใหญ่ ต้นขาใหญ่ แต่ชอบใส่กางเกงขาสั้น จริงๆ แล้ว แม่ก็ว่าใส่แล้วมันก็ดูไม่เข้าท่าเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปบอกว่าเขาควรจะใส่อะไรยังไง สุดท้ายโอกิก็เป็นคนจัดการเอง เพราะจี่จี๊โชวมาเล่าให้ฟังว่า เวลาใส่ขาสั้นทีไร โอกิจะไม่ยอม แล้วก็ให้จี่จี๊ไปเปลี่ยนทันที จนเดี๋ยวนี้แม่ไม่เคยเห็นใส่ขาสั้นอีกเลย

ในที่สุด ปัญหาเรื่องเสื้อผ้าของโอกิก็เริ่มมีสัญญาณในทางดีเกิดขึ้นแล้ว เมื่อสองสามวันนี้เอง เนื่องจากอยู่ดีๆ โอกิก็เกิดอาการจู๋อักเสบ คุณหมอเคยแนะนำว่าให้เปิดปลายออกมาทำความสะอาดทุกครั้ง ไม่งั้นมันจะสิ่งสกปรกจะตกค้างแล้วก็ทำให้อักเสบได้ เมื่อก่อนป่าป๊าก็จะจัดการให้ แต่หลังๆ ก็ไม่ค่อยได้ทำ แม่บอกให้โอกิเปิดเองตอนอาบน้ำ โอกิก็ไม่ค่อยทำ สุดท้ายมันก็เลยอักเสบ

โอกิคงจะเจ็บมาก ฉี่ทีไรสะดุ้งเลย โดนก็ไม่ได้ แม่เอาบัวหิมะทาให้ สองวันก็หาย ทุกคนช่วยกันพูดว่า เนี่ย เป็นเพราะใส่กางเกงซ้ำๆ มันสกปรก เลยทำให้จู๋เน่าเลยนะ วันก่อนที่แม่ไปรับที่โรงเรียน นั่งมาในรถ โอกิก็บอกแม่ว่า "โอกิไม่ชอบใส่กางเกงซ้ำๆ แล้วนะ ใส่ซ้ำสองครั้ง สี่ครั้ง จู๋เน่าเลย"

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ปากเป็นแผล

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อยู่ดีๆ มุมปากทั้งสองข้างของโอกิก็เป็นแผล คล้ายๆ เป็นปากนกกระจอก แม่เห็นหลายวันแล้วก้ไม้ได้ทำอะไรกับมัน จนพาโอกิไปทำฟัน คุณหมอก็เลยบอกให้ดูแลด้วย แม่ถามอาเน่ อาเน่ก็บอกว่าให้ลองใช้สีผึงทาปากทาดู เพราะอาเน่เคยทาแล้วหาย สีผึ้งอันนี้มันเป็นแบบโบราณ ที่คนกินหมากเขาให้ทากันปากแตก แม่ก็ใช้อยู่ เพราะปากแตกนี่แม่ลองลิปมันมาทุกยี่ห้อแล้ว ไม่เคยได้ผลเลย แต่พอใช้สีผึ้งอันนี้แล้วหายทันทีเลย

แต่ที่แม่ไม่ชอบก็คือ มันมีกลิ่นไม่น่าพิศมัย คงจะเป็นกลิ่นส่วนผสมพวกสมุนไพรตามธรรมชาติ เมื่อก่อนแม่เคยเลิกใช้ไปครั้งนึงเพราะไม่ชอบกลิ่นมันนี่แหละ แต่พอปากแตกมากๆ เข้า ก็ต้องกลับมาใช้ใหม่ เดี๋ยวนี้ก็พอทนได้แล้ว เพราะชิน

พอจะทาให้โอกิ แม่ก็กลัวว่าโอกิจะเหม็นไม่ยอมทา แม่ก็ต้องรอให้โอกิหลับก่อน แล้วก็ค่อยทา พอทาให้ตอนหลับ โอกิก็ส่ายหน้าหนี แบบว่าคงรำคาญที่มากวนตอนนอน ทาได้สองสามวันก็รู้สึกว่าดีขึ้น เหมือนจะหายแล้ว โอกิก็บอกว่าไม่เจ็บปากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่แม่ทาให้ ก็ตอนที่แปรงฟันให้โอกิเสร็จแล้ว แม่ก็เลยบอกว่า "โอกิ เดี๋ยวไปทายาที่ปากอีกครั้งนึงนะ" โอกิก็เดินมายืนนิ่งให้ทาแบบไม่อิดออด แล้วก็พูดว่า "หม่าม้า.. ยานี่มันหอมดีนะ" แม่ได้ยินแล้วก็ขำตัวเอง เฮ้อ! เรานี่ไม่ควรเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานเลยนะ

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไม่ดีเลยนะ

วันนี้ป่าป๊าไปรับไอโกะกับโอกิที่โรงเรียน พอกลับมาบ้านก็มาเล่าให้แม่ฟังว่า พอไปถึงโรงเรียน ครูนุ่นรีบมารายงานพฤติกรรมของโอกิให้ฟังทันทีเลย ประมาณว่าอยากเล่ามาก ครูนุ่นบอกว่า ตอนกลางวัน เด็กๆ เล่นกันอยู่ในห้อง แล้วนะโมก็แย่งของเล่นเพื่อนคนอื่น โอกิเห็นก็ไปยืนเอามือกอดอก (ครูนุ่นทำท่ากอดอกให้ดูด้วย) ต่อหน้านะโม แล้วก็พูดเสียงเข้มว่า "นะโม..ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะ จะให้บอกคุณพ่อคุณแม่มั้ย" ครูนุ่นเห็นและได้ยินแล้วแทบจะขำกลิ้งไปเลย เลียนแบบคุณครูได้เด๊ะๆ เลย

พอตอนกินข้าวเย็น แม่เลยแกล้งถามโอกิว่า วันนี้ที่โรงเรียน นะโมทำอะไรไม่ดีเหรอ โอกิก็ตอบว่า "นะโมแกล้งเพื่อน" แม่ก็เลยถามต่อว่าแล้วโอกิทำยังไง โอกิก็ไม่พูด ป่าป๊าเลยเดินมาทำให้ดู แล้วก็เล่าให้อาเน่ฟังด้วย พอโอกิเห็นป่าป๊าทำท่าแล้วก็พูดเหมือนที่ตัวเองทำ ก็เอามือสองข้างปิดหน้าก้มแบบว่าอายมาก ป่าป๊าไม่น่าเอามาเล่าเล้ย ทุกคนต้องช่วยกันพูดว่า โอกิเก่งมาก โอกิทำถูกต้องแล้ว ตลกมากเลย

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

โอกิเอ๊ย

เมื่อวานแม่กับป่าป๊าขึ้นห้องนอนก่อน สักพักไอโกะก็ตามมา แล้วโอกิขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย โดยให้จี่จี๊อุ้มขึ้นมา เพราะขี้เกียจเดิน แย่มากๆ เลย ไอโกะกับโอกิต่างคนต่างเล่นอยู่สักพัก โอกิก็มาขอร้องแม่ว่า "หม่าม้าช่วยไปเอาจรวดที่ครูนุ่นพับให้มาให้โอกิหน่อย" แม่นั่งทำงานอยู่ เลยบอกโอกิว่า "หม่าม้าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน โอกิลงไปเอาเองสิ" โอกิตอบว่า "ก็อยู่ข้างล่างไง หม่าม้าไปเอาให้หน่อย" แม่บอกว่า "ไม่ไปหรอก โอกิต้องไปเอาเอง" โอกิบ่นพึมพำว่า "ไปไม่ได้ๆ" แล้วก็หายไปเล่นต่อ สักพักก็กลับมาใหม่แล้วบอกแม่ว่า "หม่าม้าช่วยลงไปเอานมจืดกับจรวดมาให้โอกิหน่อยได้มั้ยคับ" แผนสูงมากๆ เลย เพราะโอกิรู้ว่าแม่อยากให้โอกิกินนมเยอะๆ เพราะวันๆ ไม่ค่อยกินอะไร ถ้าบอกให้ไปเอานม แม่จะต้องลงไปเอาให้แน่ๆ

อุตส่าห์คิดแผนได้ขนาดนี้ แม่ก็เลยลงไปเอาให้ แต่ก็หาจรวดโอกิไม่เจอ เพราะไม่รู้ว่าเอาไว้ไหน พอลงมาข้างล่าง อาเน่ก็บอกว่า เมื่อกี้ ตอนที่โอกิจะขึ้นไปข้างบน หันบอกอาเน่ว่า "บ๊ายบาย อาเน่ ต้องอยู่คนเดียวแล้วนะ"

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

ฝีมือไอโกะ

จะดูแลน้อง

อีกสามเดือนโอกิกับไอโกะก็จะมีน้องใหม่อีกคนแล้ว แต่โอกิยังต้องนอนจับพุงแม่ทุกคืน แม่พยายามหว่านล้อมให้โอกิเลิกจับได้แล้ว โอกิก็ไม่ยอม แถมยังตื่นบ่อยๆ สองสามครั้งเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน แม่เริ่มจะกังวลแล้วว่าถ้าน้องออกมาแล้ว โอกิจะเป็นยังไง

แม่พยายามบอกว่าถ้าน้องออกมาแล้วโอกิต้องดูแลน้อง แบ่งของเล่นให้น้อง ไม่แกล้งน้อง โอกิก็รับปากรับคำเป็นอย่างดี แต่เมื่อวานแม่บอกว่าพอน้องออกมา น้องก็ต้องกินนมแม่นะ โอกิบอกว่า "โอกิจะกินนมหม่าม้าให้หมดเลย ไม่ให้น้องกิน" สงสัยน้องจะลำบากซะแล้ว

ความจริงตอนสองสามเดือนแรกที่แม่แพ้ท้องมากๆ โอกิก็ทำตัวน่ารักทีเดียวเชียว ตอนนั้นแม่จะเหม็นพวกแชมพู สบู่มากๆ สบู่เหลวที่โอกิใช้ประจำ แม่ก็เหม็น แม่เลยต้องไปหาอันใหม่มาให้โอกิใช้ แม่จะอาเจียนทุกๆ คืน พอโอกิได้ยินเสีงแม่อ้วกในห้องน้ำ ก็จะบอกป่าป๊าว่า "หม่าม้าอ้วกอีกแล้ว" วันที่แม่เปลี่ยนสบู่ให้โอกิ พอแม่ออกมาจากห้องน้ำโอกิก็จับผมตัวเองแล้วก็บอกว่า "หม่าม้าดมดูซิ อ้วกมั้ย โอกิเปลี่ยนแล้วนะ"

ผู้ติดตาม


View My Stats