วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

กำเนิด "โอกุ" Part I

ตอนที่รู้ว่าท้องโอกุนั้น แม่รู้สึกบอกไม่ถูก เพราะแม่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะท้อง ไม่เหมือนไอโกะกับโอกิที่แม่รอว่าเมื่อไหร่จะท้อง ตอนที่ประจำเดือนขาดไปครบอาทิตย์ แม่ก็เลยทดลองตรวจดู พอเจอสองขีดแล้วก็แทบไม่อยากเชื่อ แม่รีบโทรไปบอกป่าป๊า ป่าป๊าก็หัวเราะชอบใจ แต่แม่ก็งงไปหลายวันทีเดียว

ด้วยความที่โอกิเลี้ยงยากมากๆ กินน้อย นอนน้อย ขนาดสามขวบแล้วก็ยังตื่นทั้งคืน ติดแม่มากๆ ทำให้แม่รูสึกกลัวที่จะมีลูกอีกคน พอโอกุมาแบบไม่ได้นัดหมาย ทำให้แม่รู้สึกบอกไม่ถูกจริงๆ ไม่ได้ดีใจ แต่ก็ไม่ได้เสียใจ ตกใจมากกว่า แต่ในที่สุดแม่ก็คิดว่า คงเป็นฟ้าลิขิตมั้ง แล้วหมอดูหลายคนก็เคยบอกว่าเราน่าจะมีลูกสามคน สุดท้ายแม่ก็เลยรู้สึกโล่งใจมากกว่า แบบว่าไม่ต้องคิดแล้วว่าจะมีลูกอีกคนดีมั้ย

ท้องนี้วันที่ครบกำหนดคลอดแม่ก็จะอายุ 38 ปีแล้ว ด้วยเงื่อนไขนี้ หมอทุกคนก็ต้องเสนอให้เจาะน้ำคร่ำหรือเจาะเลือดเพื่อดูว่าลูกในท้อง มีความเสี่ยงที่จะเป็นดาวน์หรือเปล่า ตอนท้องโอกิ แม่เจาะเลือด แต่ไม่เจาะน้ำคร่ำ ท้องนี้ป่าป๊าก็ยืนยันเหมือนเดิม คือ ไม่ซาวนด์ ไม่เจาะน้ำคร่ำ เพราะคิดว่าไม่ว่าผลจะออกยังไงเราก็คงไม่ทำแท้งอยู่ดี ถ้ามีใครถาม ป่าป๊าก็จะบอกว่า ธรรมชาติสร้างน้ำคร่ำมาให้เป็น protection ของเด็กในท้องเลยนะ การเจาะเข้าไปนี่ถือว่าทำลายเกราะป้องกัน ความเสี่ยงที่เด็กในท้องจะมีอันตรายยิ่งน่ากลัวกว่าอีก สรุปแม่ก็เลยอาศัยสวดมนต์ทุกวัน ให้ลูกออกมาแข็งแรงปลอดภัยดี

ช่วงแรกแม่รู้สึกว่าแพ้ท้องมากกว่าทั้งสองครั้ง ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นผู้ชายเหมือนโอกิ คิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิง เพราะยังเชื่อว่าโครโมโซมทางฝ่ายอาม่าน่าจะได้ลูกผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่พอช่วงใกล้ๆ คลอด แม่ทรมานมาก ท้องแข็งตึงทุกคืน นอนไม่ค่อยหลับ อึดอัดมากๆ รู้สึกว่าลูกดิ้นแรงเหลือเกิน เจ็บไปหมด บางทีก็นึกว่าอาจจะเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยัน ตอนที่ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ มีผู้หญิงที่ขายปี่เซี๊ยะทักเหมือนกันว่า ผู้ชาย ซินแสที่ไปดูฤกษ์ว่าจะคลอดเมื่อไหร่ก็ว่าผู้ชาย ขนาดกุ๊งก็บอกว่าต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ สรุปว่าตอนใกล้คลอดนี่ มีแต่คนว่าผู้ชายทั้งนั้นเลย

แม่จะครบ 40 weeks วันที่ 6 เม.ย. หมอบอกว่าเลือกเวลาคลอดได้ตั้งแต่วันที่ 20 เป็นต้นไป ฤกษ์คลอดที่ซินแสให้คือวันที่ 26 มี.ค. แต่มีปัญหาคือ หมอจะต้องไปต่างประเทศวันที่ 24-31 มี.ค. ตอนแรกก็คิดว่าจะให้หมอคนอื่นทำคลอดให้ แต่พอคุยกันไปคุยกันมา ก็เปลี่ยนใจ แม่เลยดูวันเองว่าจะคลอดวันที่ 7 เม.ย. แล้วกัน รอหมอกลับมาด้วย แต่พอเอาเข้าจริงโอกุกลับเลือกวันที่จะเกิดเอง

วันเสาร์ที่ 21 แม่ไปตรวจครรภ์ตามนัด แล้วก็แจ้งหมอว่าจะรอคลอดวันที่ 7 แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่หมอไม่อยู่ หมอก็จะฝากหมออีกคนไว้ แต่หมอก็ชวนคุยเล่นๆ ว่า แล้วพรุ่งนี้ไม่ดีเหรอ เห็นมีนัดมาคลอดตั้งสามคน น่าจะวันดีนะ แม่กับป่าป๊าก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จริงๆ แล้ว ตอนที่แม่คิดว่าจะเลื่อนไปวันที่ 7 นั้น แม่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะรู้ตัวอยู่ว่า เจ็บท้อง ปวดหลัง ปวดตัวแย่แล้ว ทรมานมาก ดูเหมือนไม่น่าจะทนได้อีกตั้งเกือบสามอาทิตย์เลย แต่ตอนที่หมอตรวจแล้วบอกว่าปกติดี ท้องก็ยังสูงอยู่ (คนใกล้คลอด ท้องจะลด) ก็ใจชื้นว่า คงจะรอได้มั้ง

วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ที่ 22 เราต้องไปเช็งเม้งกันที่สระบุรี ตอนประมาณตีสาม แม่นอนๆ อยู่ก็รู้สึกว่ามีน้ำเดิน แต่ก็ไม่แน่ใจ เพราะเหมือนมันนิดเดียว แล้วทั้งสองท้องที่ผ่านมา แม่ก็ไม่เคยมีอาการน้ำเดินเลย พอตอนหกโมงลุกมาอาบน้ำ แม่ก็รู้สึกอีกว่ามีน้ำไหลออกมา คราวนี้น่าจะใช่แน่ๆ เพราะมันมากกว่าตอนแรก แม่ก็เลยบอกป่าป๊าว่า แม่จะรออยู่ที่บ้าน ให้ทุกคนไปเช็งเม้งกัน ถ้ายังไงแม่ก็จะเรียกแท้กซี่ไปรพ.เอง แต่ป่าป๊าบอกว่าไม่เอาหรอก ให้ไปด้วยกัน สระบุรีไม่ไกล ถ้าจะคลอดจริงๆ ก็น่าขับรถกลับมาทัน

เรารู้กันอยู่สองคน ไม่ได้บอกใคร ตอนที่นั่งรถไป แม่ก็รู้สึกเจ็บท้องเป็นจังหวะแล้ว แม่ดูนาฬิกา มันห่างกันประมาณ 10-15 นาที แม่ก็จำไม่ได้ว่ามันต้องเจ็บถี่แค่ไหน ถึงจะต้องรีบไปโรงพยาบาล แต่ก็รู้สึกกังวลไม่น้อย นั่งรถไป แม่ก็มองข้างทางไปด้วย เห็นโรงพยาบาลหนองแค แม่ก็บอกให้ป่าป๊าจำเอาไว้ว่ามีโรงพยาบาลตรงนี้ด้วยนะ เผื่อฉุกเฉิน แต่ใจก็ไม่อยากมาคลอดโรงพยาบาลเล็กๆ แบบนี้เลย

ระหว่างทางที่แวะปั๊มเข้าห้องน้ำ แม่ก็โทรไปปรึกษาพยาบาล พยาบาลก็พูดทำนองว่าอาจจะไม่ใช่น้ำเดิน อาจเป็นตกขาวก็ได้ รอให้แน่ใจก่อนค่อยมาก็ได้ แต่ถ้าอยากมาตรวจก็ให้มาเลย แม่แน่ใจว่าไม่ใช่ตกขาวแน่นอน ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวไปให้ถึงที่ก่อน ถ้าปวดมากๆ ก็เอาของลงแล้วค่อยรีบไปโรงพยาบาล ให้ทุกคนไหว้แล้วตามกลับไปทีหลัง เพราะเราเอารถไปกันสองคัน

พอถึงที่หมาย แม่ก็นั่งนิ่งๆ อยู่ในรถ ไม่พยายามเคลื่อนไหวมาก อาการปวดก็เหมือนจะน้อยลง ก็เลยอยู่ไหว้กันจนเสร็จ กลับมาถึงบ้านประมาณสิบเอ็ดโมง ตอนเที่ยงป่าป๊าก็เลยโทรไปคุยกับหมอ หมอบอกว่าน้ำเดินแล้ว ไม่ควรเกินสิบสองชั่วโมง ต้องผ่าแล้ว ไม่งั้นจะเสี่ยงกับการติดเชื้อ เราก็เลยต้องรีบไปโรงพยาบาลกัน โกลาหลกันพอสมควร เพราะไม่มีใครรู้ พออาเน่รู้ก็ยังว่า ดีนะไม่ไปเป็นอะไรระหว่างทาง

4 ความคิดเห็น:

ผู้ติดตาม


View My Stats